วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ เอริค ดายเออร์


ประวัติของ เอริค ดายเออร์


ชื่อ : เอริค เฌเรมี่ เอ็ดการ์ ดายเออร์
สถานที่เกิด : เชลท์แน่ม, อังกฤษ
วันเกิด : 15 มกราคม 1994
ส่วนสูง : 188 ซม.
ตำแหน่ง : ปราการหลังตัวกลาง, แบ็กขวา, กองกลางตัวรับ 
อายุ : 21 ปี
สโมสรปัจจุบัน : สเปอร์สสโมสรเยาวชน : สปอร์ติ้ง ลิสบอน (2003-12)



เยวชนสปอร์ติ้ง ลิสบอน
     เอริค เฌเรมี่ เอ็ดการ์ ดายเออร์ เกิดที่เมืองเชลท์แน่ม ประเทศอังกฤษ แต่ไปโตที่ประเทศโปรตุเกส ก่อนจะไปเป็นแข้งเยาวชนสปอร์ติ้ง ลิสบอน แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับทีมสำรองเสียเป็นส่วนใหญ่ กระทั่งถูกเอฟเวอร์ตัน ทีมในพรีเมียร์ลีกยืมตัวไปใช้งาน ตลอดฤดูกาล 2011-12 แต่ก็ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่น อย่างไรก็ดีแมวมองสเปอร์สเห็นแววเก่งจนกระชากตัวมาร่วมทีมด้วยสนราคา 4 ล้านปอนด์ พร้อมสัญญายาว 5 ปี


 ระหว่างศึกษาอยู่โรงเรียนประถมในเมืองลิสบอน ครูพละชื่อ มิเกล ซิลวา เห็นแววเก่ง จนเสนอไปให้กับแมวมองสปอร์ติ้ง ลิสบอน มาดูฟอร์ม ก่อนจะรับเข้าสังกัดเยาวชนเมื่ออายุ 8 ขวบ และได้สัญญาอาชีพตอนปี 2010 ส่วนทีมโปรดในวัยเด็กของดายเออร์ก็คือแมนฯ ยูไนเต็ด

เอฟเวอร์ตัน

     เดือนมกราคม 2011 ดายเออร์ ย้ายไปอยู่กับเอฟเวอร์ตันแบบยืมตัวด้วยสัญญาระยะสั้น 6 เดือน เพื่อให้เจ้าตัวมีโอกาสลงสนามมากขึ้น ซึ่งดายเออร์ลงเล่นให้ทีมยู-18 ของ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" และช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ยู-18 ในซีซั่น 2010-11 อีกด้วย อย่างไรก็ตามการที่กองกลางวัยรุ่นห่างบ้านเกิดมานาน ส่งผลให้ดายเออร์ปรับตัวค่อนข้างยากกับวถีชีวิตในเมืองผู้ดี แต่ดายเออร์ก็อยู่ยาวกับเอฟเวอร์ตันต่ออีก 12 เดือนจากสัญญายืมตัวฉบับแรกจนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2012
สเปอร์ติ้ง ลิสบอน
     วันที่ 26 สิงหาคม 2012 ดายเออร์กลับมาอยู่สปอร์ติ้ง ลิสบอนอีกครั้ง แต่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่กับทีมสำรอง หรือทีมชุดบี ระหว่างซีซั่น 2012-13 ส่วนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2012 ดายเออร์ถูกเรียกขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ ในเกมเปิดบ้านชนะบราก้า และทำประตูแรกของตัวเองในอีก 15 วันถัดมาที่เสมอกับ โมไรเรนเซ่ 2-2

สเปอร์ส

   ดายเออร์ ย้ายค่ายมาอยู่กับ "ไก่เดือยทอง" ด้วยสัญญา 5 ปี พร้อมกับค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ก่อนจะได้ประเดิมสนามในเกมแรกของซีซั่น 2014-15 วันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งบุกเยือนเวสต์แฮม ก่อนจะทำประตูแรกของตัวเองในสีเสื้อสเปอร์สได้อย่างรวดเร็วช่วงทดเวลาบาดเจ็บพาทีมคว้าชัยหวุดหวิด จากนั้นถัดมาอีก 8 วัน ดายเออร์บวกประตูแรกด้วยลูกโหม่งเพิ่มอีกลูก ในแมตช์ถล่มคิวพีอาร์ 4-0
     ดายเออร์ เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมออกไปอีก 5 ปีในวันที่ 9 กันยายน 2015 เท่ากับจะไปสิ้นสุดปี 2020 ทั้งนี้ ดายเออร์ ได้รับบาทใหม่ในซีซั่น 2015-16 ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ และยิงประตูได้อีกในเกมเจ๊าสโต๊ค 2-2 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม และวันที่ 26 กันยายน ดายเออร์แผลฤทธิ์อีกครั้งโดยกดอีกหนึ่งเม็ด พร้อมช่วยต้นสังกัดไล่ต้อนแมนฯ ซิตี้ 4-1 ทีมชาติ

ทีมชาติ

     เอริค ดายเออร์ ติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรกในชุดยู-18 เมื่อเดือนธันวาคม 2011 ที่พบกับ สโลวาเกีย ซึ่งในเวลานั้นมี โนเอล เบล็คเป็นเฮ้ดโค้ช โดยเจ้าตัวลงเล่นครบ 90 นาที ก่อนพาสิงโตน้อยเสมอ 1-1 ส่วนวันที่ 28 พฤษภาคม 2013 ดายเออร์ อัพเวลขึ้นมาเล่นชุดยู-21 พร้อมกับถูก ปีเตอร์ เทย์เลอร์ เรียกตัวไปสู้ศึกฟุตบอลโลก ยู-20 อีกด้วย ซึ่ง ดายเออร์ ได้ลงเล่นเกมอุ่นเครื่องที่ชนะอุรุกวัย 3-0 จากนั้น ดายเออร์ ลงสนามชุดยู-21 พบกับวกอตแลนด์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2013 และเป็น "ทรีไลอ้อนส์" จูเนียร์กระทุ้งไป 6-0 กระทั่งวันที่ 5 พฤศจิกายน 2015 ดาวโรจน์วัย 21 ได้โอกาสติดธงทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นยครั้งแรก ในเกมอุ่นเครื่องกับสเปน และฝรั่งเศสตามคำสั่งของ รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีม "สิงโตคำราม"





วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ มัตเตโอ ดาร์เมียน


ประวัติของ มัตเตโอ ดาร์



ชื่อ : มัตเตโอ ดาร์เมียน
เชื้อชาติ : อิตาลี
วันเกิด : 2 ธันวาคม 1989
อายุ : 25 ปี
สถานที่เกิด : เลกนาโน่ , อิตาลี
ตำแหน่ง : ฟลูแบ็ค
สโมสร : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ประวัติ
     ฟลูแบ็คหน้าหล่อที่ต้องบอกเลยว่าตอนนี้กำลังฮือฮากันอย่างสุดๆหลังเจ้าตัวเพิ่งย้ายรังไปอยู่กับ 1 สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ดาร์เมียน เริ่มเล่นฟุตบอลโดยได้คุณพ่อของเขาเป็นคู่ฝึกซ้อมให้ตั้งแต่เด็กๆ ก่อนที่จะไปฝึกอย่างจริงๆจังๆกับ โอราโตริโอ สโมสรเล็กๆใน อิตาลี อีกที โดยคนที่ถือว่าเป็นคนชักนำ ดาร์เมียน ขึ้นมาถึงจุดนี้ได้นั่นก็คือ เบเนียมิโน่ อบาเต้ อดีตผู้รักษาประตูของ เอซี มิลาน โดยเขาได้เห็นฟอร์มของ มัตเตโอ ดาร์เมียน เลยดึงเข้าสู่ทีมเยาวชนของ เอซี มิลาน ในทันที

สโมสร เอซี มิลาน (2001-2009)
     ในปี 2000 ดาร์เมียน ถูกดึงเข้ามาสู่ทีมเยาวชนของ เอซี มิลาน โดยเขาถูกปล่อยให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆในทีมชุดเยาวชนของ ''ปีศาจแดงดำ'' ซึ่งเขาก็ต้องรอถึงปี 2006 เลยทีเดียวในการถูกดึงขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของ เอซี มิลาน ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2006 ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น ดาร์เมียน ถูกส่งลงเล่น ในเกม โคปา อิตาเลีย ที่พบกับ เบรสชา โดยถูกส่งลงสนามไปแทนที่ของ คาคาห์ คาลัดเซ่ ในช่วงครึ่งหลัง
ส่วนเกมแรกใน เซเรีย อา ของ ดาร์เมียน เขาได้ประเดิมตอนที่อายุครบ 17 ปี พอดี ในเกมที่ เอซี มิลาน แพ้ให้กับ อูดิเนเซ่ ไป 2-3 เมื่อ 19 พฤษภาคม 2007 ในฤดูกาล 2007-2008 ดาร์เมียน ได้รับบทบาทเป็นกัปตันทีมให้แก่ทัพเยาวชนของ เอซี มิลาน แต่ทว่าในตอนนั้นเขาก็สลับขึ้นๆลงๆระหว่างในทีมชุดใหญ่และชุดเยาวชนอยู่ตลอด
     ในวัย 19 ปี มัตเตโอ ดาร์เมียน ได้โอกาสลงสนามให้กับทัพ ''ปีศาจแดงดำ'' ชุดใหญ่ไป 3 นัด และดูเหมือนเส้นทางการค้าแข้งของเขาในเมือง มิลาน จะดูไม่ดีเอาซะเลยเพราะทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ดาร์เมียน ได้โอกาสลงสนามให้กับทัพ เอซี มิลาน ชุดใหญ่ไปเพียง 4 เกมเท่านั้นก่อนที่จะหมดสัญญา

สโมสร แพนโดว่า (ยืมตัว) (2009-2010)
     17 กรกฎาคม 2009 ดาร์เมียน ลดระดับตัวเองลงมาเล่นในศึก เซเรีย บี แทน เพื่อโอกาสในการลงสนามมากขึ้นเลยทำให้เขาต้องยอมที่จะทำแบบนี้ โดยเขาประเดิมสนามเกมแรกให้กับ แพนโดว่า เมื่อ 28 พฤศจิกายน ในเกมที่ แพนโดว่า เปิดบ้านแพ้ให้กับ วิเซนซ่า ไป โดย 1 ฤดูกาลกับ แพนโดว่า ดาร์เมียน ก็ยังไม่ได้งัดฟอร์มที่สุดยอดอะไรแสดงออกมาให้เห็นหลังได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 20 นัด ยิงไป 1 ประตู

สโมสร ปาแลร์โม่ (2010-2011)
     11 กรกฎาคม 2010 มัตเตโอ ดาร์เมียน ย้ายมาอยู่กับ ปาแลร์โม่ และเดินทางไปเก็บตัวกับทีมที่ ออสเตรีย โดยทันทีสำหรับในช่วงปรีซีซั่น ซึ่งทำให้ตอนนั้น ดาร์เมียน กลายเป็นนักเตะที่มีเจ้าของร่วมกันนั่นก็คือ เอซี มิลาน และ ปาแลร์โม่ โดยทางฝั่งของ ปาแลร์โม่ ต้องยอมจ่ายเงินกินเปล่าประมาณ 8 แสนยูโร (ประมาณ 30 ล้านบาท) เป็นการคว้าตัว ดาร์เมียน มาร่วมทัพ


 16 กันยายน 2010 มัตเตโอ ดาร์เมียน ลงสนามเกมแรกให้กับ ปาแลร์โม่ ในเกม ยูโรป้า ลีก ที่ต้นสังกัดของเขาบุกไปแพ้ให้กับ สปาร์ต้า ปราก มา 2-3 ซึ่งการอยู่กับ ปาแลร์โม่ นั้น ดาร์เมียน ก็ยังไม่สามารถฉายแววความเก่งกาจออกมาได้มากเท่าที่ควรเพราะหลังจากที่ได้ลงเล่นเกมลีกไป 4 นัดก็เกิดอาการบาดเจ็บทำให้ต้องพักรักษาตัวอยู่นานพอสมควร จนทำให้ฤดูกาล 2010-11 ดาร์เมียน ได้รับโอกาสลงสนามให้กับ ปาแลร์โม่ ไปเพียง 11 นัดเท่านั้นและยิงไม่ได้เลย

ทีมชาติ
     ดาร์เมียน ติดทีมชาติ อิตาลี ชุดแรกตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ก่อนที่จะถูกดันให้ขึ้นไปติดชุด ยู-19 เมื่อ กรกฎาคม 2008 เพื่อช่วย อิตาลี ลุยศึก ยู-19 ชิงแชมป์ยุโรป หลังจากนั้นเขาก็ติดทีมชาติ อิตาลี มาทุกชุดไม่ว่าจะเป็น ยู-20 และ ยู-21 ก่อนที่จะมีชื่อขึ้นชุดใหญ่จนได้เมื่อ 12 มีนาคม 2014 โดยการเรียกตัวเข้ามาของ เซซาเร่ ปรันเดลลี่ เพื่อเตรียมตัวลุยศึก ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดย ดาร์เมียน เปิดตัวกับทีมชาติ อิตาลี ชุดใหญ่อย่างเป็นทางการในเกมที่เอาชนะ อังกฤษ ไปได้ 2-1 ในศึก ฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม และอีก 2 เกมที่เหลือกับ คอสตาริก้า และ อุรุกวัย ดาร์เมียน ก็ยังเป็นตัวหลักของทัพ ''อัซซูร์รี่'' นี้เช่นเดิม


เกียรติประวัติ
- แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2006-2007
- ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ : 2007 
- ทีมยอดเยี่ยม เซเรีย อา : 2013-2014
- Pallone Azzurro : 2014



มียน

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ ร็อบบี้ เบรดี้


ประวัติของ ร็อบบี้ เบรดี้


ชื่อเต็ม : โรเบิร์ต เบรดี้
วันเกิด : 14 มกราคม 1992
อายุ : 23 ปี
เกิดที่ : ดับลิน, ไอร์แลนด์
สัญชาติ : ไอร์แลนด์
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง, แบ็คซ้าย
สโมสร : นอริช ซิตี้


   ร็อบบี้ เบรดี้ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับอะคาเดมีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตาม หลังได้ลงสนามเพียงนัดเดียวก็ย้ายไปซบฮัลล์ ซิตี้ ลงเล่น 124 นัดให้กับ "เดอะ ไทเกอร์ส" ช่วยทีมทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ 2014 ต่อมาในปี 2015 ก็ย้ายไปค้าแข้งกับนอริช ซิตี้ ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์

นอริช ซิตี้ (2015-ปัจจุบัน)


   29 กรกฎาคม 2015 เบรดี้ย้ายซบทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นไปเล่นลีกสูงสุดอย่างนอริช ซิตี้ ด้วยสัญญา 3 ปี ค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ทำประตูแรกให้ "นกขมิ้น" ได้ในวันที่ 26 กันยายน 2015 จบเกมเสมอกับเวสต์ แฮม ไป 2-2 ที่สนามโบเลน กราวน์ด

เส้นทางการค้าแข้งในระดับทีมชาติ
ระดับเยาวชน


    เบรดี้ ลงเล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์ ชุดยู-21 เป็นครั้งแรกที่สนามคอร์นาเรโด้ สเตเดี้ยม ในเมืองลูกาโน่ เมื่อเดือนกันยายน 2010 ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2011 เบรดี้ซัดสองประตูให้ทีมเอาชนะออสเตรีย ยู-21 ในเกมกระชับมิตร จบเกมไอร์แลนด์ชนะไป 2-1 นอกจากนี้ยังเป็นผู้ทำประตูในศึกยูโร ยู-21 รอบคัดเลือก กับฮังการี และลิคเตนสไตน์

ชุดใหญ่


     8 กันยายน 2012 เบรดี้ ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ ในเกมกระชับมิตรกับโอมาน ซึ่งเขาทำได้ถึงสองประตู จบเกมเอาชนะไปได้ 4-1 และยิงประตูแรกในเกมทางการได้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ในเกมกับสหรัฐอเมริกา
    ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2015 เบรดี้ ทำประตูสำคัญช่วยทีมตีเสมอบอสเนีย 1-1 ในศึกยูโร 2016 รอบคัดเลือก และสามวันให้หลังก็แอสซิสต์หนึ่งในสองประตูของโจนาธาน วอลเตอร์ส เอาชนะไป 2-0 เข้าสู่รอบสุดท้ายยูโร 2016 ไปแบบพลิกความคาดหมาย




วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติแมวสายพันธุ์แมวหิมาลายัน (Himalayan Persian cat)


ประวัติแมวสายพันธุ์แมวหิมาลายัน (Himalayan Persian cat)


แมวพันธุ์หิมาลายัน (Himalayan Persian)

   พอได้ยินว่ารู้จักแมวพันธุ์หิมาลายันกันไหม เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จักแต่ถ้าพูดถึงแมวเปอร์เซียก็ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่  แมวหิมาลายันนั้นแท้จริงแล้วเป็นแมวเปอร์เซียสายพันธุ์หนึ่งนี่แหละค่ะ แล้วทำไมต้องเรียกให้ยุ่งยากนะเหรอ  งั้นมาทำความเข้าใจกันหน่อยดีกว่า

ประวัติ: 

      ความคิดที่จะสร้างแมวพันธุ์เปอร์เซียด้วยลายในรูปแบบแมวพันธุ์สยามมิสนับได้ว่าเป็นความปรารถนาของนักผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้แมวตามเป้าหมายนี้ แมวเปอร์เซียที่มีลายที่มีชื่อว่าหิมาลายันจึงเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงต้นปีทศวรรษที่ 1930 ซึ่งต้องขอบคุณในความพยายามของมาร์เกอริต้า โกร์โฟรท์ (Marguerita Gorforth) เวอร์จิเนีย คอบบ์ (Virginia Cobb) และดร. เคลด์ คีเลอร์ (Dr Clyde Keeler) และภายหลังจากที่ผู้ดูแลพันธุ์สัตว์จากอังกฤษ ได้เดินทางมาดูแมวหิมาลายันที่สหรัฐอเมริกาโปรแกรมการพัฒนาสายพันธุ์นี้จึงได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ การพัฒนาสายพันธุ์ได้ถูกระงับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้กลับมาดำเนินการอีกครั้งหลังจากนั้น
      หิมาลายันได้รับการขึ้นทะเบียนในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 แชมป์ของสายพันธุ์ตัวแรกของสหรัฐอเมริกามีชื่อว่า Goforth's LaChiquita ซึ่งได้รับการตั้งชื่อจาก  the American Cat Fanciers Association และในปีช่วงทศวรรษที่ 1960 ทุกสมาคมได้ให้การยอมรับหิมาลายันและขึ้นทะเบียนในการโชว์ 
       ปัจจุบัน บางสมาคมได้รวมหิมาลายันเข้าในสายพันธุ์ของแมวเปอร์เซีย ซึ่งในการขึ้นทะเบียนนี้ สายพันธุ์นี้ได้ถูกจัดกลุ่มเป็นเปอร์เซียมีลาย (Pointed Persian) แต่บางครั้งอาจจะเรียกว่า เปอร์เซีย - หิมาลายัน หรือ หิมาลายัน - เปอร์เซีย หรืออาจจะแค่หิมาลายัน นอกจากนี้เขายังเป็นที่รู้จักในนามคัลเลอร์พอยด์ ลองแฮร์ ในประเทศบริเตท


ประวัติของ ดักลาส คอสต้า


ประวัติของ ดักลาส คอสต้า


ชื่อเต็ม : ดักลาส คอสต้า เดอ ซูซ่า
วันเกิด : 14 กันยายน 1990
อายุ : 25 ปี
เกิดที่ : ซาปูกายา โด ซูล, บราซิล
สัญชาติ : บราซิล
ส่วนสูง : 172 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ปีก
สโมสร : บาเยิร์น มิวนิค



ดักลาส คอสต่า เริ่มอาชีพค้าแข้งกับเกรมิโอ ก่อนย้ายไปชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค ในเดือนมกราคม 2010 ด้วยค่าตัว 6 ล้านยูโร คว้าแชมป์กันชัคห์ตาร์มากมาย รวมถึงทริปเปิ้ลแชมป์บอลยูเครน (พรีเมียร์ ลีก, ยูเครเนียน คัพ และ ซูเปอร์ คัพ) ก่อนย้ายซบบาเยิร์น มิวนิค ในปี 2015 ด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร


เส้นทางการค้าแข้งในระดับสโมสร

เกรมิโอ (2008-2010)

      ดักลาส เริ่มอาชีพค้าแข้งกับเกรมิโอตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ลงประเดิมสนามนัดแรกให้กับทีมตอนอายุ 18 ปี ในเกมที่เอาชนะโบตาโฟโก 2-1 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2008 และทำประตูแรกให้ทีมได้ในเกมดังกล่าวเช่นกัน จบซีซั่น 2008 เขาทำได้ประตูเดียว จากการลงสนาม 6 นัด ก่อนย้ายไปชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2010 ลงสนามให้เกรมิโอทั้งสิ้น 37 นัด รวมเกมลีก 28 นัด ทำได้ทั้งสิ้น 2 ประตู

ชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค (2010-2015)

    เขาลงสนามนัดแรกให้ทีมในซีซั่น 2010-11 ในเกมที่เอาชนะทาฟริย่าถล่มทลาย 7-1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ทำประตูแรกได้ในวันที่ 30 กรกฎาคม ที่เอาชนะอาร์เซนอล เคียฟ ไป 3-1 จากนั้นก็โชว์ฟอร์มดีต่อเนื่อง ทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ ผลงานที่ดีที่สุดของเขาตลอดช่วงเวลาที่ค้าแข้งกับชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค คือช่วยทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ซีซั่น 2010/11 ลงสนามไป 39 นัด ยิงได้ 7 ประตู จากในลีก 27 นัด กับ 5 ประตู




บาเยิร์น มิวนิค (2015-ปัจจุบัน)



    1 กรกฎาคม 2015 บาเยิร์น มิวนิค ประกาศเซ็นสัญญาคอสต้า จากชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ เป็นเวลา 5 ปี เป็นสถิตินักเตะค่าตัวแพงลำดับที่สี่ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้รับเสื้อหมายเลข 11 ต่อจากเซอร์ดาน ชากิรี่ ลงประเดิมสนามครั้งแรกในวันที่ 1 สิงหาคม 2015 ในศึกเดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ ที่บุกไปเยือนโวล์ฟสบวร์ก ครอสให้อาร์เบน ร็อบเบน ยิงประตูเปิดตัว ก่อนจบลงที่ผลเสมอ 1-1 แม้เขาจะทำประตูได้ในช่วงดวลจุดโทษ แต่กระนั้นทีมของเขาก็เป็นฝ่ายแพ้อยู่ดี 13 วันต่อมา เขาก็ทำประตูแรกของตัวเองให้ทีม "เสือใต้" ได้ ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะฮัมบูร์ก 5-0 เกมแรกของซีซั่น

เส้นทางการค้าแข้งในระดับทีมชาติ



     ในเดือนพฤศจิกายน 2014 ดักลาส ถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดยโค้ชดุงก้า ลงประเดิมสนามให้กับทีมชาตินัดแรกในเกมบุกไปเยือนทีมชาติตุรกีที่อิสตันบูล
พฤษภาคม 5148 ดักลาส เป็นหนึ่งในรายชื่อ 23 คนสุดท้ายของทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกโคปา อเมริกา 2015 ในเกมแรกของทัวร์นาเมนต์ ดักลาสลงสนามเป็นตัวสำรองแทนที่ ดิเอโก้ ทาร์เดลลี่ และทำประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บกับเปรู ซึ่งเป็นประตูแรกของเขากับขุนพล "เซเลเซา" ในรอบก่อนรองชนะเลิศกับปารากวัย เขาถูกส่งลงสนามแทนวิลเลียนในช่วง 30 นาทีสุดท้ายที่เสมอกัน 1-1 จากนั้นก็ทำพลาดในช่วงดวลจุดโทษ ซึ่งเป็นเกมสุดท้ายในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวของทีมชาติบราซิล

เกียรติประวัติ
สโมสร
- ยูเครเนียน พรีเมียร์ ลีก (5 ครั้ง) : 2009/10, 2010/11, 2011/12, 2012/13, 2013/14
- ยูเครเรียน คัพ (3 ครั้ง) : 2010/11, 2011/12, 2012/13
- ยูเครเนียน ซูเปอร์ คัพ (3 ครั้ง) : 2010, 2012, 2013
- ยูไนเต็ด ทัวร์นาเมนต์ : 2014

ทีมชาติ
บราซิล ยู-20
- อเมริกาใต้ ยูธ คัพ : 2009
- ฟุตบอลโลก ยู-20 ปี 2009 : รองชนะเลิศ




วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช


ประวัติของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช



ชื่อ : ซลาตัน อิบราฮิโมวิช    

เชื้อชาติ : สวีเดน

วันเกิด : 3 ตุลาคม 1981

อายุ : 35 ปี

สถานที่เกิด : เมืองมัลโม่ ประเทศสวีเดน

ส่วนสูง : 195 ซม.

ต้นสังกัด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ตำแหน่ง : กองหน้า
     ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เกิดเมื่อวันที่  3 ตุลาคม 1981 และเติบโตในย่านใกล้กับเมือง มัลโม่ นั่นคือ โรเซนการ์ด ซึ่งส่วนใหญ่จะที่อยู่อาศัยของผู้อพยพ เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเป็นชาวบอสเนียที่อพยพมาอยู่ในประเทศสวีเดน เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ สมัยเป็นเยาวชนเคยเล่นอยู่กับ เอฟบีเค บัลคาน ก่อนจะมาเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับสโมสรดังของบ้านเกิด มัลโม่ เอฟเอฟ ในฤดูกาล 1999-2000 โดยในช่วงนั้น อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส ประทับใจฝีเท้า ถึงขนาดชักชวนมาอยู่กับ อาร์เซนอล แต่ทว่าต้นสังกัดก็ไม่ยอมปล่อยตัวออกมา

     นอกจาก เวนเกอร์ ก็ยังมี ลีโอ บีนฮักเกอร์ กุนซือมือดี ก็แสดงความสนใจในตัวเขาอยู่เหมือนกัน หลังจากได้เห็นฝีเท้าระหว่างลงฝึกซ้อมที่สเปน แต่ก็สายเกินไป เพราะต้นสังกัดตกลงขายเขาไปให้กับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สโมสรในดังในพรีเมียร์ดัตช์ ด้วยราคา 7.8 ล้านยูโร (ราว 320 ล้านบาท) ในช่วงเดือน ก.ค. ปี 2001 เรียบร้อยแล้ว

  โดยภายใต้การดูแลของ โค อาเดรียนเซ่ กองหน้าชาวสวีดิช ดูเหมือนจะไม่ได้ลับฝีเท้าเท่าที่ควร จนกระทั่งได้ลืมตาอ้าปาก หลังจากที่ โรนัน คูมันน์ เข้ามาเก้าอี้นายใหญ่คนใหม่ และก็สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้สำเร็จเสียด้วย เรียกว่าเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ที่กุนซือขาดไม่ได้

    แต่ชีวิตของเขาก็ต้องพลิกผันอีกครั้งในวันที่ 31 ส.ค. 2004 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกำหนดเส้นตายการซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์ ซลาตัน ย้ายมาอยู่ในถิ่น เดลเล่ อัลปิ ของ ยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร (ราว 640 ล้านบาท) แม้ว่าเพิ่งจะย้ายได้เพียงครึ่งฤดูกาลหลัง แต่เขาก็โชว์ฟอร์มถล่มประตูได้เป็นกอบเป็นกำถึง 16 ลูก พร้อมกับเบียด อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ กองหน้าจอมเก๋า ตกขอบกลายเป็นตัวสำรองไปโดยปริยาย
     จากฟอร์มที่สุดยอด ทำให้มีข่าวออกมาว่า "ม้าลาย" ได้ปฏิเสธข้อเสนอจาก "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด แม้ว่าจะสูงลิบลิ่วถึง 70 ล้านยูโร (ราว 2,800 ล้านบาท) ก็ตาม ทำให้เขายังคงค้าแข้งอยู่ในลีกอิตาลีต่อไป จากนั้นก็ได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2004/05 จากแฟนบอล ยูเวนตุส อีกด้วย พร้อมกับได้อันดับ 8 ของรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2005 ของฟีฟ่าด้วย เท่านั้นไม่พอ รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสวีเดน (กัลด์โบเลน) ยังตกเป็นของเขาด้วย
  แต่แล้ว ในปี 2006 เกิดจุดพลิกผัน เมื่อ ยูเวนตุส  ถูกปรับตกชั้นข้อหาล้มบอล!!! หล่นร่วงไปเล่นในเซเรีย บี ทำให้ผู้เล่นย้ายทีมกันเป็นแถบ ซึ่งแน่นอน กองหน้าตัวฉกาจอย่างเขา ย่อมต้องมีทีมยื้อแย่งตัวกันใหญ่ และก็เป็นทีม งูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน ไปได้ตัวเขาไป สามฤดูกาลที่ ซลาตัน อยู่กับอินเตอร์ เขาลงเล่นทั้งหมด 117 นัด ทำได้ 66 ประตู โดยเฉพาะฤดูกาล 2008/09 ทำได้ในเซเรีย อา 25 ลูก คว้าตำแหน่งดาวซัลโวไปครอง
  และในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2009/10 บาร์เซโลน่า ซึ่งต้องการปล่อยตัว ซามูเอล เอโต้ ออกไปอยู่แล้ว ได้บรรลุข้อตกลง ในการยื่นตัวเอโต้บวกเงิน แลกตัวซลาตัน มายังถิ่นคัมป์ นู แทนแล้ว โดยเปิดตัวกับทีมใหม่เมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2009 ซลาตัน จบฤดูกาลนี้ ด้วยการยิงให้กับ "เจ้าบุญทุ่ม" ไปทั้งหมด 16 ประตู ช่วยให้ต้นสังกัด คว้าแชมป์ลา ลีก้า แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ได้สวยหรูนัก เมื่อเขาออกมาแถลงข่าวถึงความสัมพันธ์ที่เลวร้ายระหว่างตัวเขาและ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของทีม
    ต่อมา ในวันที่ 28 สิงหาคม 2010 เอซี มิลาน ได้ประกาศผ่านเวบไซต์ของสโมสรว่า ได้บรรลุข้อตกลงยืมตัว ซลาตัน มาใช้งานในฤดูกาล 2010-11 เป็นเวลา 1 ฤดูกาล พร้อมกับออพชั่นซื้อขาดในราคา 24 ล้านยูโร (ราว 960 ล้านบาท) ในตอนจบฤดูกาล เขาลงเล่นให้กับทีมเป็นครั้งแรกในนัดที่แพ้ เชเซน่า 0-2 เมื่อวันที่ 11 กันยายน ซึ่งเขาเป็นคนยิงจุดโทษพลาดอีกต่างหาก ต่อมาฟอร์มของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็สามารถพา "ปีศาจแดง-ดำ" คว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้สำเร็จ และ เอซี มิลาน ก็จัดการคว้าตัวเขามาครอบครองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2011
     ในฤดูกาล 2011-12 ซลาตัน โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ "ปีศาจแดง-ดำ" โดยเขายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ เฉพาะในเซเรีย อา ซัดไปถึง 25 ประตู ทำให้จบฤดูกาลด้วยสถิติลงเล่น 32 นัด ยิง 28 ประตู เลยทีเดียว

ทีมชาติสวีเดน



    สำหรับในทีมชาติ ซลาตัน สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ บอสเนียฯ หรือ โครเอเชีย ก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะรับใช้ทีมชาติสวีเดน ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดของเขา โดย ซลาตัน เคยติดทีมชาติสวีเดน ชุดอายุไม่เกิน 21 ในปี 2001 เป็นจำนวน 7 นัด ซัดไป 6 ประตู และเขาก็ได้ลงเล่นในทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในปีเดียวกัน นัดที่อุ่นเครื่องกับ หมู่เกาะฟาโร ซึ่งเสมอกันไป 0-0 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2001 ต่อมา เขาก็ได้เป็นกำลังหลักให้กับทีมชาติเรื่อยมากว่า 13 ปีแล้ว โดยฟุตบอลยูโร 2016 ที่ผ่านมาไม่สามารถพา สวีเดน เข้ารอบแบ่งกลุ่มไปได้ 21 มิถุายน ประกาศแขวนสตั๊ดในนามทีมชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
          ถึงตอนนี้คงไม่มีใครสงสัยในความสามารถของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช อีกแล้ว เพราะผลงานที่ผ่านมาคือ เครื่องพิสูจน์เป็นอย่างดีถึงคุณภาพของเขา 

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ อาร์คาดิอุส มิลิค


ประวัติของ อาร์คาดิอุส มิลิค


ชื่อเต็ม : อาร์คาดิอุส มิลิค
วันเกิด : 28 กุมภาพันธ์ 1994
สถานที่เกิด : ทีชี่, ประเทศโปแลนด์
ส่วนสูง : 186 เซนติเมตร
สัญชาติ : โปแลนด์
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : นาโปลี
ประวัติการค้าแข้ง
รอซวอจ คาโตวิเซ่
          มิลิค เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งในฐานะนักเตะเยาวชนของสโมสร รอซวอจ คาโตวิเซ่ และลงเล่นให้กับทีมสำรองในระหว่างฤดูกาล 2009-10 โดยวันที่ 23 ตุลาคม 2010 เขาในวัย 16 ปีได้รับโอกาสลงสนามในลีก ลีก้า 3 และสามารถซัดสองประตูช่วยให้ทีมเอาชนะคู่แข่งไปได้ 4-0 ซึ่งซีซั่นนั้นเขาลงสนามให้ทีมทั้งหมด 10 เกมและยิงได้ถึง 4 ลูก.

กอร์นิค ซาเบอร์เซ่


          แม้ว่าจะมีข้อเสนอจากหลายสโมสรยื่นมาให้เขา แต่ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2011 มิลิค ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญารวมทีม กอร์นิค ซาเบอร์เซ่ ซึ่งเป็นสโมสรที่เขาได้มีโอกาสได้มาทดสอบฝีเท้านั่นเองด้วยระยะเวลายาว 1 ปี และลงสนามเปิดซิงเป็นนัดแรกในลีกสูงสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ในเกมที่เสมอกับ สลาส์ค วโรคลาฟ 1-1 ด้วยการลงสนามเป็นสำรองในนาทีที่ 53
          มิลิค ลงสนามช่วยทีมไปทั้งสิ้น 38 นัดในลีกและยิงประตูได้มากถึง 11 ลูกในวัยเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น ทำให้บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปต่างพากันแห่แหนให้ความสนใจในท้ายที่สุด

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น


 ในวันที่ 17 ตุลาคม 2012 สโมสร ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ประกาศชัยชนะในการคว้าตัวเขามาร่วมทีม และเซ็นยาวไปจนถึงตลาดซื้อ-ช่วงหน้าร้อนปี 2018 เลยทีเดียว โดยมีรายงานค่าตัวอยู่ที่ 2.6 ล้านยูโร (ประมาณ 102 ล้านบาท)


วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ เปาโล ดีบาล่า


ประวัติของ เปาโล ดีบาล่า



ชื่อ : เปาโล ดีบาล่า
เชื้อชาติ : อาร์เจนติน่า
วันเกิด : 15 พฤศจิกายน 1993
อายุ : 22 ปี
สถานที่เกิด : ลากูน่า ลาร์ก้า, กอร์โดบ้า, อาร์เจนติน่า
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : ยูเวนตุส

 ปู่ของเขา โบเลสลาฟ ดีบาล่า มาจากหมู่บ้านในเมืองคราสนิออฟ ประเทศโปแลนด์ นอกจากนี้ย่าของเขาก็มีเชื่อสายอิตาเลียน มาจากเมืองเนเปิ้ลส์

ประวัติค้าแข้ง
อินสติตูโต้ เดอ กอร์โดบ้า (2011-2012)

     ดีบาล่าประเดิมสนามระดับอาชีพครั้งแรกในศึกพริเมร่า บี นาซิอองนาล (ดิวิชั่นสองของลีกอาร์เจนติน่า) กับสโมสรบ้านเกิดของเขาอย่าง อินสติตูโต้ เดอ กอร์โดบ้า ในวัยแค่ 17 ปี ลงเล่นทั้งหมด 40 นัด ซัดไป 17 ประตู ทำลายสถิติดาวซัลโวอายุน้อยที่สุดของ มาริโอ เคมเปส แถมยังเป็นคนแรกที่ลงเล่นในเกมลีกอาชีพทั้ง 38 นัด ทำลายสถิติของเคมเปสคนเดิม และยังทำได้สองแฮทริคในซีซั่นเดียว บวกกับยิงประตูติดต่อกันถึง 6 นัด ก้าวข้ามสถิติเดิมที่ทำไว้ 4 นัด

ปาแลร์โม่ (2012-2015)


   เมาริซิโอ ซามปารินี่ ประธานสโมสรปาแลร์โม่ ประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2012 ว่าได้จัดการเซ็นสัญญาดีบาล่าไปร่วมทีมเป็นที่เรียบร้อย "เราได้ตัวเปาโล ดีบาล่า หรือ เซร์คิโอ อเกวโร่ คนใหม่" ต่อมาในวันเดียวกัน โฮเซ่ โตซ์ เลขานุการสโมสรอินสติตูโต้ เผยว่าคนที่เจรจาดีลนี้กับปาแลร์โม่ ไม่มีอำนาจที่จะขายดีบาล่าให้ใคร
     ทว่าต่อมาในวันที่ 20 กรกฎาคม 2012 ปาแลร์โม่ก็ได้แถลงข่าวยืนยันการเซ็นสัญญากับดีบาล่า เป็นระยะเวลา 4 ปี กับสโมสรแห่งเกาะซิซิลี ลงประเดิมสนามนัดแรกให้ทีม "โรซาเนโร่" ในเกมเซเรีย อา ในเกมกับลาซิโอ ซัดประตูแรกและประตูที่สองในลีกอิตาลีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2012 เมื่อเปิดบ้านเอาชนะซามพ์โดเรียไป 2-0
     ดีบาล่าระเบิดฟอร์มครึ่งแรกของซีซั่น 2014-2015 ซัดไป 10 ประตู จับคู่สร้างผลงานน่าเกรงขามกับหัวหอกลูกครึ่งอาร์เจนไตน์-อิตาเลี่ยน อย่าง ฟรังโก้ วาซเกซ และเริ่มมีข่าวกับสโมสรระดับท็อปในยุโรป จบซีซั่นทำได้ 13 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์ เป็นหนึ่งในผู้ทำแอสซิสต์สูงสุดของสโมสร

ยูเวนตุส (2015-ปัจจุบัน)


     4 มิถุนายน 2015 ยูเวนตุสประกาศเซ็นสัญญาคว้าตัวดีบาล่าไปร่วมทีมเป็นระยะเวลา 5 ปี ด้วยค่าตัว 32 ล้านยูโร (บวกเพิ่มเติมอีก 8 ล้านยูโร) ได้รับเสื้อหมายเลข 21 ซึ่งเป็นเบอร์เก่าของ อันเดรีย ปิร์โล่ ที่เพิ่งย้ายออกไป ลงประเดิมสนามนัดแรกในวันที่ 8 สิงหาคม ถูกเปลี่ยนตัวกับคิงสลีย์ โกม็อง ในเกมกับลาซิโอ นาทีที่ 61 ของศึกซุปเปอร์โคปปา อิตาเลียน่า ต่อมาวันที่ 30 สิงหาคม 2015 ก็ได้ลงเล่นเกมที่สองในลีก และทำประตูในลีกลูกแรกได้ในนาทีที่ 87 ช่วยทีมเอาชนะโรม่า 2-1 ตามมาด้วยประตูแรกของเขาในศึกโคปปา อิตาเลีย ที่เอาชนะคู่ปรับร่วมเมืองอย่างโตริโน่ไป 4-0 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม

ทีมชาติ


 ด้วยความที่เป็นพลเมืองของสองประเทศ ดีบาล่าจึงสามารถเลือกเล่นได้ดับทั้งโปแลนด์และอิตาลี แต่เคยได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าเขาฝันที่จะรับใช้ทีมชาติอาร์เจนติน่ามาตลอด แม้จะเลือกเป็นตัวแทนให้ทีม "ฟ้าขาว" แต่ดีบาล่ายังคงมีสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับประเทศบ้านเกิดของปู่ของเขา ซึ่งเปรียบเสมือนสายเลือดของครอบครัว
     ดีบาล่าถูกเรียกตัวติดทีมชาติอาร์เจนติน่าชุดยู-17 ลงทำศึก XVI แพน อเมริกัน เกมส์ แต่ท้ายที่สุดเขากลับไม่ได้มีส่วนร่วมในการแข่งขันดังกล่าว จนเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2012 ก็ถูกเรียกติดทีมชาติชุดยู-20 เป็นครั้งแรก แต่เขากลับปฏิเสธคำเชิญนั้นไป
     22 กันยายน 2015 เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดย เคราโด้ มาร์ติโน่ แต่กว่าจะได้ลงประเดิมสนามก็ต้องรอถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2015 โดยถูกเปลี่ยนตัวลงสนามแทนคาร์ลอส เตเบซ ในนาทีที่ 75 ของศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ที่เจอกับปารากวัย

เกียรติประวัติ
สโมสร
ปาแลร์โม่
- เซเรีย บี 2013-2014
ยูเวนตุส
- ซุปเปอร์โคปป้า อิตาเลียน่า 2015
ส่วนตัว
- แอสซิสต์สูงสุด เซเรีย อา 2014-15





วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ ยานนิค การ์ราสโก้


ประวัติของ ยานนิค การ์ราสโก้



ชื่อเต็ม : ยานนิค การ์ราสโก้
วันเกิด : 4 กันยายน 1993
สถานที่เกิด : ไอเซลเลส, ประเทศเบลเยียม
สัญชาติ : เบลเยียม
ส่วนสูง : 180 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ปีก
สโมสรปัจจุบัน : แอตเลติโก มาดริด

ประวัติส่วนตัว
          การ์ราสโก้ เกิดที่เมือง ไอเซลเลส ในกรุง บรัสเซลส์ โดยพ่อชาวโปรตุเกสกับแม่ชาวสเปน และกำลังคบหาดูใจกับ โนเอมี่ แฮ๊ปพาร์ท มิสเบลเยียม 2013

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

โมนาโก
  ปี 2010 การ์ราสโก้ ย้ายจากสโมสร เก็งค์ เข้าร่วมทีม โมนาโก และเขาได้ลงสนามในฐานะนักเตะอาชีพเต็มตัวเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2012 จากเกมเปิดสนาม ลีก เดอซ์ ถล่ม ตูร์ 4-0 โดยลงฤดูกาลนั้นลงเล่นทั้งสิ้น 27 เกมและทำประตูได้ทั้งหมด 6 ลูก ช่วยให้ทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้อีกด้วย


   เขาต่อสู้อย่างหนักและประเดิมสกอร์แรกใน ลีก เอิง ได้ในวันที่ 5 ตุลาคม 2013 จากเกมที่พบกับ แซงต์ เอเตียนน์ ซึ่งต่อมาอีก 15 วัน การ์ราสโก้ สามารถซัดสองประตูภายใน 10 นาทีแรกของเกมที่บุกไปเจ๊า โซโชซ์ 2-2 โดยท้ายที่สุดเขามีส่วนช่วยให้ทีมจบอันดับรองแชมป์เมื่อฤดูกาลนั้น

    เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2015 สโมสร แอตเลติโก มาดริด ประกาศคว้าตัว การ์ราสโก้ เข้ามาร่วมทัพด้วยสัญญาระยะยาวถึง 5 ปี โดยมีค่าตัวอยู่ที่ 20 ล้านยูโร (ประมาณ 770 ล้านบาท) และเขาสามารถพังสกอร์ในสีเสื้อใหม่ได้ในวันที่ 18 ตุลาคม จากเกมที่บุกชนะ เรอัล โซเซียดัด 2-0

     ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2016 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเป็นตัวสำรองแทน ออกุสโต้ เฟร์นานเดซ ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศที่สนาม ซาน ซิโร่ กับทางด้าน เรอัล มาดริด ซึ่งเขาสามารถกดประตูตีเสมอในนาทีที่ 79 ช่วยให้ทีมได้ลุ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ อย่างไรก็ดีทีมของเขาไม่สามารถเถลิงแชมป์ได้ เพราะพ่ายดวลจุดโทษในท้ายที่สุด โดยประตูตีเสมอนั้นทำให้เขาเป็นชาวเบลเยียมคนแรกที่ยิงได้ในรอบชิงชนะเลิศบนเวทียุโรป การ์ราสโก้ ซัดแฮตทริคแรกในเส้นทางการค้าแข้งได้เป็นครั้งแรกในเกมที่ถล่ม กรานาด้า 7-1 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2016

เส้นทางอาชีพกับทีมชาติ
          การ์ราสโก้ ลงสนามกับทีมชาติ เบลเยียม ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2015 โดยลงสนามเป็นสำรองแทน มารูยาน เฟลไลนี่ ในนาทีที่ 69 จากเกมที่ถล่ม ไซปรัส 5-0 บนเวที ยูฟ่า ยูโร 2016 รอบคัดเลือก และยังมีชื่อติดเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลลุยศึกรอบสุดท้ายภายใต้การทำทีมของ มาร์ก วิลม็อต


   ในวันที่ 26 มิถุนายน 2015 ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก ยูฟ่า ยูโร 2016 ที่เมืองตูลูส และสามารถผลิตสกอร์แรกกับทีมชาติได้สำเร็จ จากเกมที่อัด ฮังการี 4-0 ซึ่งเขาลงสนามมาในฐานะตัวสำรองแทน ดรีส เมอร์เท่นส์ ช่วงครึ่งหลัง


วิธีเลี้ยงดูแลแมวสายพันธุ์สโนว์ชู (Snowshoe)


วิธีเลี้ยงดูแลแมวสายพันธุ์สโนว์ชู (Snowshoe)



สักษณะโดยทั่วไป

เป็นแมวขนาดกลางที่มีรูปร่างค่อนข้างเหมือนแมวไทย และก็มี
ส่วนคล้ายแมวโอเรียนทัลอยู่ด้วย แต่ลำตัวจะกลมกว่า ส่วนหัวกว้าง
และยาวไม่มาก ใบหูขนาดกลางปลายหูกลมมน ดวงตารูปไข่
ส่วนใหญ่เป็นสีฟ้า มีขนสั้นเหมือนแมวไทย และ ที่สำคัญที่สุดคือ
บริเวณอุ้งเท้าทั้งสี่ จะต้องเป็นสีขาวเท่านั้น

การผสมข้ามสายพันธุ์

แมวสโนว์ชู  ถือว่าเป็นแมวขนสั้นที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างแมวไทยกับแมวอเมริกัน ช็อแฮร์  หรือแมวในตระกูลโอเรียลทัลโดยแมวสายพันธุ์นี้ถือกำเนิดขึ้นมาในราวๆปี ค.ศ. 1960   ซึ่งเกิดจากการที่นักผสมพันธุ์แมวที่เลี้ยงแมวไทยเพศเมียไว้และจนแมวของเธอให้กำเนิดลูกๆที่มีลักษณะเหมือนแมวไทยทุกประการออกมา แต่ลักษณะที่แตกต่างออกไปนั้นก็คือ  ที่อุ้งท้าทั้งสี่ของมันกลับมีสีขาว ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นของแมวชนิดนี้เลยก็ว่าได้  จึงส่งผลทำให้แมวสายพันธุ์นี้ถูกเรียกว่า “Snowshoe” ที่มีความหมายว่ารองเท้าหิมะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาโดยในปัจจุบันแมวแมวสโนว์ชูได้รับการผสมข้ามสายพันธุ์จนปัจจุบันนี้จะมีแทบทุกเฉดสีและหลาก
หลายลวดลาย แต่จุดเด่นที่สำคัญของมันที่สุดคือบริเวณอุ้งเท้าทั้งสี่ จะต้องเป็นสีขาวอยู่เหมือนเดิม ลักษณะโดยทั่วไปสโนว์ชูถือว่าเป็นแมวที่มีขนาดกลางและมีลักษณะรูปร่างค่อนข้างเหมือนแมวไทยและก็จะมีส่วนคล้ายคลึงกับแมวโอเรียนทัลอยู่ด้วยเช่นกัน แต่ลำตัวของสโนว์ชูจะกลมกว่า ส่วนหัวจะกว้างและยาวไม่มาก มีใบหูขนาดกลางปลายหูกลมมน มีดวงตาลักษณะเป็นรูปไข่ ส่วนใหญ่จะมีตาเป็นสีฟ้ามีขนสั้นเหมือนแมวไทย