วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ โจ โกเมซ


ประวัติของ โจ โกเมซ

ชื่อเต็ม : โจ โกเมซ
วันเกิด : 23 พฤษภาคม 1997
เกิดที่ : แค็ทฟอร์ด, อังกฤษ
สัญชาติ : อังกฤษ
ส่วนสูง : 188 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหลัง
ประวัติส่วนตัว
          โจ โกเมซ (เกิด 23 พฤษภาคม 1997) กองหลังชาวอังกฤษ ที่ค้าแข้งกับสโมสร ชาร์ลตัน แอธเลติก และทีมชาติชุด ยู16-19 แม้ว่าเขาจะเป็นเซ็นเตอร์แบ็คโดยธรรมชาติ แต่เขาสามารถเล่นในตำแหน่งแบ็คขวาได้ด้วย
เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง
ชาร์ลตัน แอธเลติก (2014-2015)
          โกเมซ เกิดที่ในย่าน แค็ทฟอร์ด ในเมือง ลอนดอน และเข้าร่วมกับอคาเดมี่ใกล้บ้านอย่าง ชาร์ลตัน แอธเลติก และลงสนามเปิดตัวกับทีมในชุดยู-18 ในขณะที่เขาอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น แม้ว่าเขาจะได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายสโมสร แต่เขาก็เลือกที่จะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ ชาร์ลตัน และลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกมที่เอาชนะ โคลเชสเตอร์ 4-0 ในศึก ลีก คัพ ที่สนาม เดอะ วัลเล่ย์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2014 โดยลงเล่น 90 นาทีในฐานะแบ็คขวา



  หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง เขาก็ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงเกมแรกในลีก จากเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ 3-2 ในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่ง โกเมซ ลงสนามช่วยทีมทั้งสิ้น 24 นัดตลอดฤดูกาล 2014-15 และเป็นตัวจริงถึง 18 เกม ทั้งในตำแหน่งแบ็คขวาและเซ็นเตอร์แบ็คที่เขาถนัด

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ อาร์ตูโร่ วิดัล


ประวัติของ อาร์ตูโร่ วิดัล



ชื่อเต็ม : อาร์ตูโร่ วิดัล
วันเกิด : 22 พฤษภาคม 1987
เกิดที่ : ซานติเอโก้, ชิลี
สัญชาติ : ชิลี
ส่วนสูง : 180 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง

ประวัติส่วนตัว
          อาร์ตูโร่ วิดัล (เกิด 22 พฤษภาคม 1987) จอมทัพชาวชิลีของสโมสร ยูเวนตุส และทีมชาติชิลี ที่เกิดในย่านซาน ฆัวกิน ในเมืองซานติเอโก้ ประเทศชิลี และเริ่มต้นการค้าแข้งกับทีม โคโล-โคโล่ ในลีกสูงสุดในประเทศ

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง
โคโล-โคโล่ (2005-2007)
          วิดัล ก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกในช่วงเลกแรกของลีก อาเปร์ตูร่า ปี 2006 พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ยูนิเวอร์ซิดาด เด ชิลี ซึ่งเขาลงสนามเป็นตัวสำรองแทนที่ของ กอนซาโล่ ฟิเอร์โร่ และสามารถเอาชนะไปได้ 2-1 คว้าแชมป์ได้สำเร็จ โดยในปีเดียวกัน (เคลาซูร่า 2006) โดยเขาเป็นส่วนสำคัญให้ทีมคว้าแชมป์ที่สองในปีเดียวติดต่อกัน นอกจากนี้ วิดัล ยังสามารถทำประตูให้กับทีมได้ 3 ลูกในศึก โคปา ซูดาเมริกาน่า 2006 ซึ่งฟอร์มการเล่นอันสุดยอดของเขาดึงดูดความสนใจของบรรดาทีมดังในยุโรปได้มากพอสมควร

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (2007-2011)


          ดูเหมือนว่าลีก อาเปร์ตูร่า 2007 จะเป็นทัวร์นาเม้นต์สุดท้ายของเขากับ โคโล-โคโล่ หลังจากที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมกับสโมสร ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในช่วงตลาดซื้อ-ขายหน้าร้อน นั่นเป็นเพราะทีม "ห้างขายยา" ตามติดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของเขาหลังจบศึกฟุตบอลโลกยู-20 และทำให้ รูดี้ โฟลเลอร์ ผู้อำนวยการกีฬาของทีมตัดสินใจบินไปถึงชิลีเพื่อเซ็นสัญญาคว้าตัวแข้งวัย 20 ปีมาร่วมทีม
  วิดัล พลาดลงสนามในเกมแรกของฤดูกาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาก็ยังคงได้รับความไว้วางใจให้อยู่ในทีมชุดแรก และเขาลงสนามเปิดตัวกับสโมสรเป็นครั้งแรกในวันที่ 19 สิงหาคม 2007 ซึ่งเป็นเกมที่บุกพ่ายให้กับ ฮัมบูร์ก
          ในฤดูกาล 2008-2009 เขาสามารถพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล ด้วยการยิงประตูช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะ ไมนซ์ 4-1 ก่อนที่สุดท้ายจะพ่ายให้กับ แวร์เดอร์ เบรเมน ในรอบชิงและคว้าตำแหน่งรองแชมป์ไปครอง
         สำหรับซีซั่น 2010-2011 เป็นฤดูกาลสุดท้ายที่เขาค้าแข้งกับยอดทีมเมืองเบียร์และช่วยให้ทีมคว้ารองแชมป์บุนเดสลีก้ามาได้สำเร็จ โดยทำสถิติแอสซิสไปถึง 11 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดในสโมสรและเป็นอันดับสองของลีก นอกจากนี้ยังยิงสองประตูช่วยให้ทีมทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก อีกด้วย

ยูเวนตุส (2011-ปัจจุบัน)
          หลังจากที่โชว์ผลงานได้อย่างมหัศจรรย์ในฤดูกาล 2010-2011 ทำให้เขามีข่าวเชื่อมโยงกับหลายสโมสร รวมไปถึงคู่แข่งร่วมลีกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค แต่แล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2011 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม ยูเวนตุส ในลีก กัลโช่ เซเรีย อา ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 10.5 ล้านยูโร (ประมาณ 397 ล้านบาท) ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี ซึ่งเขาลงสนามเป็นเกมแรกอย่างเป็นทางการในนัดเปิดสนามพบกับ ปาร์ม่า โดยลงเป็นตัวสำรองแทนที่ของ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่


ในช่วงแรกของการลงสนาม วิดัล ต้องแข่งขันแย่งตำแหน่งกับ เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ เพื่อจับคู่กับ อันเดรีย ปีร์โล่ แต่สุดท้าย คอนเต้ กุนซือของทีม "ม้าลาย" เปลี่ยนแทคติกด้วยการส่งทั้งสามคนลงเล่นพร้อมกันเป็นสามมิดฟิลด์ และทำให้ทีมเป็นแชมป์ไร้พ่ายในฤดูกาล 2011-2012 โดยเขายิงไปทั้งสิ้น 7 ประตูและแอสซิสทั้งหมด 3 ครั้งในลีก ซึ่งรวมไปถึงประตูชัยที่ยิง นาโปลี และสองประตูที่ยิง โรม่า
          เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2012 วิดัล ซัดประตูแรกในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มในเกมเยือนแชมป์เก่า เชลซี และช่วยให้ทีมไล่ตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จ หลังจากที่ทีมตามหลังไปก่อนสองลูกในครึ่งแรก นอกจากนี้ยังช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน และทำให้เขาได้รับโหวตให้เป็น "ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี" ที่จัดขึ้นในเว็บไซต์ juventus.com

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ แจ็ค กรีลิช


ประวัติของ แจ็ค กรีลิช





ชื่อ : แจ็ค กรีลิช
เชื้อชาติ : อังกฤษ , ไอร์แลนด์
วันเกิด : 10 กันยายน 1995
อายุ : 19 ปี
สถานที่เกิด : โซลิฮัลล์ , อังกฤษ
ตำแหน่ง : กองกลางตัวรุก
สโมสร : แอสตัน วิลล่า

ประวัติ

     แจ็ค กรีลิช เกิดที่ประเทศ อังกฤษ โดยแม่เขาเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด แต่ทว่าพ่อของเขานั้นเป็นลูกครึ่ง อังกฤษ ไอร์แลนด์ เลยทำให้ กรีลิช มีเชื้อสายของ ไอร์แลนด์ ติดมาด้วย โดย กรีลิช เติบโตขึ้นมาด้วยการเป็นแฟนบอลของ แอสตัน วิลล่า ในทันทีซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 6 ปีเท่านั้น ซึ่งเขาก็เริ่มหัดเล่นฟุตบอลแล้วด้วย และก็เป็นไปตามอย่างที่เขาหวังไว้เมื่อเขาได้เล่นให้กับทีมเยาวชนของ แอสตัน วิลล่า ตั้งแต่วัยเพียง 6 ขวบในปี 2001 โดยเขาใช้เวลาอยู่พอสมควรในชุดเยาวชนของ แอสตัน วิลล่า และเคยถูกดึงขึ้นมามีชื่อเป็นตัวสำรองในเกม พรีเมียร์ลีก ที่พบกับ เชลซี ในปี 2012 ซะด้วย ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

สโมสร แอสตัน วิลล่า ชุดเยาวชน (2001-2013)
     ในช่วงที่เขาเล่นให้กับ แอสตัน วิลล่า ในชุดเยาวชนนั้นเขาถูกจับลงเล่นถึง 2 ตำแหน่งด้วยกันสลับไปสลับมา ระหว่างตำแหน่ง ปีก และ กองกลางตัวรุก โดยเขาเป็นนักเตะที่มีความเร็วติดตัวอยู่พอสมควรแต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดที่จะพร้อมแตะวิ่งแข่งกลับกองหลังทุกราย แถมยังมีทักษะการผ่านบอลที่ชาญฉลาด เขาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทีม แอสตัน วิลล่า อายุต่ำกว่า 19 ปี ความแชมป์ เน็กซ์เจน ซีรี่ย์ มาได้ในฤดูกาล 2012-2013 แต่ด้วยอายุอานามของเขาที่มันดูน้อยเกินไปสำหรับฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ของ อังกฤษ ทำให้ แจ็ค กรีลิช ยังไม่สามารถทรอดแทรกขึ้นมาเป็นผู้เล่นชุดใหญ่ให้กับ แอสตัน วิลล่า ได้

สโมสร น็อตส์ เคาน์ตี้ (ยืมตัว) (2013-14)
     13 กันยายน 2013 กรีลิช ถูกส่งลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากขึ้นใน ลีกวัน โดยเขาถูกส่งไปให้กับทาง น็อตส์ เคาน์ตี้ ยืมตัว และได้สวมเสื้อหมายเลข 7 เกมนัดแรกของเขาเกิดขึ้นในเกมที่แพ้ให้กับ เอ็มเค ดอนส์ ไป 1-3 โดยเขาถูกส่งลงมาเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 59 ของเกม 
7 ธันวาคม กรีลิช ประเดิมประตูแรกให้กับ น็อตส์ เคาน์ตี้ จนได้ ในเกมที่เอาชนะ จิลลิ่งแฮม ไปได้ 3-1 ก่อนที่อาทิตย์ต่อมาเขาจะทำประตูได้อย่างต่อเนื่องในเกมที่สามารถเอาชนะ โคลเชสเตอร์ ไปได้ 4-0 โดยในขณะที่เขาถูกยืมตัวมายัง น็อตส์ เคาน์ตี้ เขาได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 37 นัด ยิงไปได้ 5 ประตู

สโมสร แอสตัน วิลล่า (ปัจจุบัน)
     เมื่อกลับมาจากยืมตัวเสร็จ ทางด้านสโมสร แอสตัน วิลล่า คงเห็นแล้วว่า กรีลิช เติบโตขึ้นมาพอสมควร จนทำให้ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2014 เขาถูกดึงขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่จนได้ และถูกส่งลงสนามในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซะด้วย โดยเขาถูกส่งลงไปเล่นแทน ไรอัน เบอร์ทรานด์ ในนาทีที่ 87 ของเกม ซึ่งเกมนี้ แอสตัน วิลล่า ก็แพ้ไป 0-4


ในเดือน พฤษภาคม ช่วงปรีซีซั่น แจ็ค กรีลิช ฉายแววจนได้ เมื่อเขายิงไปได้ถึง 6 ประตูในรายการ ฮ่องกง ซอคเกอร์ เซเว่นส์ ซึ่งทำให้เขาคว้าตำแหน่งดาวซัลโวในรายการนี้ไปครอง 16 สิงหาคม กรีลิช ลงเล่นในสีเสื้อ แอสตัน วิลล่า ชุดใหญ่เป็นเกมที่ 2 โดยเขาถูกส่งลงมาในนาทีที่ 71 ของเกม ในเกมที่ วิลล่า เอาชนะ สโต๊ค ไปได้ 1-0 ในเกม พรีเมียร์ลีก และในตอนนั้น สัญญาของเขาจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ของปี 2015 ซึ่ง แอสตัน วิลล่า ไม่รอช้า จัดการจับเจ้าหนุ่มคนนี้ต่อสัญญาออกไปในทันทีด้วยสัญญา 4 ปี เมื่อ 14 ตุลาคม 2014  ภายใต้สัญญาใหม่ กรีลิช ลงเล่นประเดิมนัดแรกในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 3 เจอกับ แบล็คพูล เมื่อ 4 มกราคม 2015 ซึ่งเกมนี้ วิลล่า เอาชนะไปได้ 1-0 โดย กรีลิช ได้ลงเล่นตั้งแต่นาทีแรกของเกมจนถึงนาทีที่ 75 ก่อนโดนเปลี่ยนตัวออก 7 เมษายน แจ็ค กรีลิช ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกม พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในเกมที่ วิลล่า เสมอกับ ควีนปาร์ค เรนเจอร์ ไป 3-3 ซึ่งในเกมนี้ กรีลิช ถูกโหวตให้เป็นผู้เล่นที่เล่นได้อย่างโดดเด่นที่สุดของ แอสตัน วิลล่า อีกด้วย เกมแจ้งเกิดอีกหนึ่งเกมของ กรีลิช คงหนีไม่พ้นเกม เอฟเอ คัพ รอบตัดเชือกกับ ลิเวอร์พูล ซึ่ง กรีลิช จัดการ แอสซิตส์ ประตูชัยให้ วิลล่า สามารถผ่าน ลิเวอร์พูล ไปเข้าชิง เอฟเอ คัพ กับ อาร์เซน่อล ได้สำเร็จ แต่ทว่าเขาก็ต้องอกหักเพราะเมื่อนัดชิงที่ผ่านมา แอสตัน วิลล่า พ่ายเละเทะให้แก่ อาร์เซน่อล ไปถึง 0-4 ถึงตอนนี้ในนามชุดใหญ่ของ แอสตัน วิลล่า แจ็ค กรีลิช ลงเล่นไปทั้งหมด 16 นัดและยังไม่สามารถยิงประตูได้ แต่ทว่า อนาคตของเจ้าตัวนั้นมีสิทธิ์สูงเหลือเกินที่จะได้อำลาถิ่น วิลล่า ปาร์ค หลังมีสโมสรใหญ่ๆหลายทีมสนใจดึงตัวเขาไปอยู่ด้วยโดยเฉพาะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้




วันอังคารที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ เอริค ดายเออร์


ประวัติของ เอริค ดายเออร์


ชื่อ : เอริค เฌเรมี่ เอ็ดการ์ ดายเออร์
สถานที่เกิด : เชลท์แน่ม, อังกฤษ
วันเกิด : 15 มกราคม 1994
ส่วนสูง : 188 ซม.
ตำแหน่ง : ปราการหลังตัวกลาง, แบ็กขวา, กองกลางตัวรับ 
อายุ : 21 ปี
สโมสรปัจจุบัน : สเปอร์สสโมสรเยาวชน : สปอร์ติ้ง ลิสบอน (2003-12)



เยวชนสปอร์ติ้ง ลิสบอน
     เอริค เฌเรมี่ เอ็ดการ์ ดายเออร์ เกิดที่เมืองเชลท์แน่ม ประเทศอังกฤษ แต่ไปโตที่ประเทศโปรตุเกส ก่อนจะไปเป็นแข้งเยาวชนสปอร์ติ้ง ลิสบอน แต่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับทีมสำรองเสียเป็นส่วนใหญ่ กระทั่งถูกเอฟเวอร์ตัน ทีมในพรีเมียร์ลีกยืมตัวไปใช้งาน ตลอดฤดูกาล 2011-12 แต่ก็ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงเล่น อย่างไรก็ดีแมวมองสเปอร์สเห็นแววเก่งจนกระชากตัวมาร่วมทีมด้วยสนราคา 4 ล้านปอนด์ พร้อมสัญญายาว 5 ปี


 ระหว่างศึกษาอยู่โรงเรียนประถมในเมืองลิสบอน ครูพละชื่อ มิเกล ซิลวา เห็นแววเก่ง จนเสนอไปให้กับแมวมองสปอร์ติ้ง ลิสบอน มาดูฟอร์ม ก่อนจะรับเข้าสังกัดเยาวชนเมื่ออายุ 8 ขวบ และได้สัญญาอาชีพตอนปี 2010 ส่วนทีมโปรดในวัยเด็กของดายเออร์ก็คือแมนฯ ยูไนเต็ด

เอฟเวอร์ตัน

     เดือนมกราคม 2011 ดายเออร์ ย้ายไปอยู่กับเอฟเวอร์ตันแบบยืมตัวด้วยสัญญาระยะสั้น 6 เดือน เพื่อให้เจ้าตัวมีโอกาสลงสนามมากขึ้น ซึ่งดายเออร์ลงเล่นให้ทีมยู-18 ของ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" และช่วยต้นสังกัดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ยู-18 ในซีซั่น 2010-11 อีกด้วย อย่างไรก็ตามการที่กองกลางวัยรุ่นห่างบ้านเกิดมานาน ส่งผลให้ดายเออร์ปรับตัวค่อนข้างยากกับวถีชีวิตในเมืองผู้ดี แต่ดายเออร์ก็อยู่ยาวกับเอฟเวอร์ตันต่ออีก 12 เดือนจากสัญญายืมตัวฉบับแรกจนกระทั่งเดือนมิถุนายน 2012
สเปอร์ติ้ง ลิสบอน
     วันที่ 26 สิงหาคม 2012 ดายเออร์กลับมาอยู่สปอร์ติ้ง ลิสบอนอีกครั้ง แต่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่กับทีมสำรอง หรือทีมชุดบี ระหว่างซีซั่น 2012-13 ส่วนวันที่ 11 พฤศจิกายน 2012 ดายเออร์ถูกเรียกขึ้นมาเล่นชุดใหญ่ ในเกมเปิดบ้านชนะบราก้า และทำประตูแรกของตัวเองในอีก 15 วันถัดมาที่เสมอกับ โมไรเรนเซ่ 2-2

สเปอร์ส

   ดายเออร์ ย้ายค่ายมาอยู่กับ "ไก่เดือยทอง" ด้วยสัญญา 5 ปี พร้อมกับค่าตัว 4 ล้านปอนด์ ก่อนจะได้ประเดิมสนามในเกมแรกของซีซั่น 2014-15 วันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งบุกเยือนเวสต์แฮม ก่อนจะทำประตูแรกของตัวเองในสีเสื้อสเปอร์สได้อย่างรวดเร็วช่วงทดเวลาบาดเจ็บพาทีมคว้าชัยหวุดหวิด จากนั้นถัดมาอีก 8 วัน ดายเออร์บวกประตูแรกด้วยลูกโหม่งเพิ่มอีกลูก ในแมตช์ถล่มคิวพีอาร์ 4-0
     ดายเออร์ เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับทีมออกไปอีก 5 ปีในวันที่ 9 กันยายน 2015 เท่ากับจะไปสิ้นสุดปี 2020 ทั้งนี้ ดายเออร์ ได้รับบาทใหม่ในซีซั่น 2015-16 ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ และยิงประตูได้อีกในเกมเจ๊าสโต๊ค 2-2 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม และวันที่ 26 กันยายน ดายเออร์แผลฤทธิ์อีกครั้งโดยกดอีกหนึ่งเม็ด พร้อมช่วยต้นสังกัดไล่ต้อนแมนฯ ซิตี้ 4-1 ทีมชาติ

ทีมชาติ

     เอริค ดายเออร์ ติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรกในชุดยู-18 เมื่อเดือนธันวาคม 2011 ที่พบกับ สโลวาเกีย ซึ่งในเวลานั้นมี โนเอล เบล็คเป็นเฮ้ดโค้ช โดยเจ้าตัวลงเล่นครบ 90 นาที ก่อนพาสิงโตน้อยเสมอ 1-1 ส่วนวันที่ 28 พฤษภาคม 2013 ดายเออร์ อัพเวลขึ้นมาเล่นชุดยู-21 พร้อมกับถูก ปีเตอร์ เทย์เลอร์ เรียกตัวไปสู้ศึกฟุตบอลโลก ยู-20 อีกด้วย ซึ่ง ดายเออร์ ได้ลงเล่นเกมอุ่นเครื่องที่ชนะอุรุกวัย 3-0 จากนั้น ดายเออร์ ลงสนามชุดยู-21 พบกับวกอตแลนด์ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2013 และเป็น "ทรีไลอ้อนส์" จูเนียร์กระทุ้งไป 6-0 กระทั่งวันที่ 5 พฤศจิกายน 2015 ดาวโรจน์วัย 21 ได้โอกาสติดธงทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นยครั้งแรก ในเกมอุ่นเครื่องกับสเปน และฝรั่งเศสตามคำสั่งของ รอย ฮ็อดจ์สัน ผู้จัดการทีม "สิงโตคำราม"





วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ มัตเตโอ ดาร์เมียน


ประวัติของ มัตเตโอ ดาร์



ชื่อ : มัตเตโอ ดาร์เมียน
เชื้อชาติ : อิตาลี
วันเกิด : 2 ธันวาคม 1989
อายุ : 25 ปี
สถานที่เกิด : เลกนาโน่ , อิตาลี
ตำแหน่ง : ฟลูแบ็ค
สโมสร : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ประวัติ
     ฟลูแบ็คหน้าหล่อที่ต้องบอกเลยว่าตอนนี้กำลังฮือฮากันอย่างสุดๆหลังเจ้าตัวเพิ่งย้ายรังไปอยู่กับ 1 สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ดาร์เมียน เริ่มเล่นฟุตบอลโดยได้คุณพ่อของเขาเป็นคู่ฝึกซ้อมให้ตั้งแต่เด็กๆ ก่อนที่จะไปฝึกอย่างจริงๆจังๆกับ โอราโตริโอ สโมสรเล็กๆใน อิตาลี อีกที โดยคนที่ถือว่าเป็นคนชักนำ ดาร์เมียน ขึ้นมาถึงจุดนี้ได้นั่นก็คือ เบเนียมิโน่ อบาเต้ อดีตผู้รักษาประตูของ เอซี มิลาน โดยเขาได้เห็นฟอร์มของ มัตเตโอ ดาร์เมียน เลยดึงเข้าสู่ทีมเยาวชนของ เอซี มิลาน ในทันที

สโมสร เอซี มิลาน (2001-2009)
     ในปี 2000 ดาร์เมียน ถูกดึงเข้ามาสู่ทีมเยาวชนของ เอซี มิลาน โดยเขาถูกปล่อยให้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ไปเรื่อยๆในทีมชุดเยาวชนของ ''ปีศาจแดงดำ'' ซึ่งเขาก็ต้องรอถึงปี 2006 เลยทีเดียวในการถูกดึงขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของ เอซี มิลาน ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2006 ด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น ดาร์เมียน ถูกส่งลงเล่น ในเกม โคปา อิตาเลีย ที่พบกับ เบรสชา โดยถูกส่งลงสนามไปแทนที่ของ คาคาห์ คาลัดเซ่ ในช่วงครึ่งหลัง
ส่วนเกมแรกใน เซเรีย อา ของ ดาร์เมียน เขาได้ประเดิมตอนที่อายุครบ 17 ปี พอดี ในเกมที่ เอซี มิลาน แพ้ให้กับ อูดิเนเซ่ ไป 2-3 เมื่อ 19 พฤษภาคม 2007 ในฤดูกาล 2007-2008 ดาร์เมียน ได้รับบทบาทเป็นกัปตันทีมให้แก่ทัพเยาวชนของ เอซี มิลาน แต่ทว่าในตอนนั้นเขาก็สลับขึ้นๆลงๆระหว่างในทีมชุดใหญ่และชุดเยาวชนอยู่ตลอด
     ในวัย 19 ปี มัตเตโอ ดาร์เมียน ได้โอกาสลงสนามให้กับทัพ ''ปีศาจแดงดำ'' ชุดใหญ่ไป 3 นัด และดูเหมือนเส้นทางการค้าแข้งของเขาในเมือง มิลาน จะดูไม่ดีเอาซะเลยเพราะทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ดาร์เมียน ได้โอกาสลงสนามให้กับทัพ เอซี มิลาน ชุดใหญ่ไปเพียง 4 เกมเท่านั้นก่อนที่จะหมดสัญญา

สโมสร แพนโดว่า (ยืมตัว) (2009-2010)
     17 กรกฎาคม 2009 ดาร์เมียน ลดระดับตัวเองลงมาเล่นในศึก เซเรีย บี แทน เพื่อโอกาสในการลงสนามมากขึ้นเลยทำให้เขาต้องยอมที่จะทำแบบนี้ โดยเขาประเดิมสนามเกมแรกให้กับ แพนโดว่า เมื่อ 28 พฤศจิกายน ในเกมที่ แพนโดว่า เปิดบ้านแพ้ให้กับ วิเซนซ่า ไป โดย 1 ฤดูกาลกับ แพนโดว่า ดาร์เมียน ก็ยังไม่ได้งัดฟอร์มที่สุดยอดอะไรแสดงออกมาให้เห็นหลังได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 20 นัด ยิงไป 1 ประตู

สโมสร ปาแลร์โม่ (2010-2011)
     11 กรกฎาคม 2010 มัตเตโอ ดาร์เมียน ย้ายมาอยู่กับ ปาแลร์โม่ และเดินทางไปเก็บตัวกับทีมที่ ออสเตรีย โดยทันทีสำหรับในช่วงปรีซีซั่น ซึ่งทำให้ตอนนั้น ดาร์เมียน กลายเป็นนักเตะที่มีเจ้าของร่วมกันนั่นก็คือ เอซี มิลาน และ ปาแลร์โม่ โดยทางฝั่งของ ปาแลร์โม่ ต้องยอมจ่ายเงินกินเปล่าประมาณ 8 แสนยูโร (ประมาณ 30 ล้านบาท) เป็นการคว้าตัว ดาร์เมียน มาร่วมทัพ


 16 กันยายน 2010 มัตเตโอ ดาร์เมียน ลงสนามเกมแรกให้กับ ปาแลร์โม่ ในเกม ยูโรป้า ลีก ที่ต้นสังกัดของเขาบุกไปแพ้ให้กับ สปาร์ต้า ปราก มา 2-3 ซึ่งการอยู่กับ ปาแลร์โม่ นั้น ดาร์เมียน ก็ยังไม่สามารถฉายแววความเก่งกาจออกมาได้มากเท่าที่ควรเพราะหลังจากที่ได้ลงเล่นเกมลีกไป 4 นัดก็เกิดอาการบาดเจ็บทำให้ต้องพักรักษาตัวอยู่นานพอสมควร จนทำให้ฤดูกาล 2010-11 ดาร์เมียน ได้รับโอกาสลงสนามให้กับ ปาแลร์โม่ ไปเพียง 11 นัดเท่านั้นและยิงไม่ได้เลย

ทีมชาติ
     ดาร์เมียน ติดทีมชาติ อิตาลี ชุดแรกตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ก่อนที่จะถูกดันให้ขึ้นไปติดชุด ยู-19 เมื่อ กรกฎาคม 2008 เพื่อช่วย อิตาลี ลุยศึก ยู-19 ชิงแชมป์ยุโรป หลังจากนั้นเขาก็ติดทีมชาติ อิตาลี มาทุกชุดไม่ว่าจะเป็น ยู-20 และ ยู-21 ก่อนที่จะมีชื่อขึ้นชุดใหญ่จนได้เมื่อ 12 มีนาคม 2014 โดยการเรียกตัวเข้ามาของ เซซาเร่ ปรันเดลลี่ เพื่อเตรียมตัวลุยศึก ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล โดย ดาร์เมียน เปิดตัวกับทีมชาติ อิตาลี ชุดใหญ่อย่างเป็นทางการในเกมที่เอาชนะ อังกฤษ ไปได้ 2-1 ในศึก ฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม และอีก 2 เกมที่เหลือกับ คอสตาริก้า และ อุรุกวัย ดาร์เมียน ก็ยังเป็นตัวหลักของทัพ ''อัซซูร์รี่'' นี้เช่นเดิม


เกียรติประวัติ
- แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2006-2007
- ยูฟ่า ซุปเปอร์ คัพ : 2007 
- ทีมยอดเยี่ยม เซเรีย อา : 2013-2014
- Pallone Azzurro : 2014



มียน

วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ ร็อบบี้ เบรดี้


ประวัติของ ร็อบบี้ เบรดี้


ชื่อเต็ม : โรเบิร์ต เบรดี้
วันเกิด : 14 มกราคม 1992
อายุ : 23 ปี
เกิดที่ : ดับลิน, ไอร์แลนด์
สัญชาติ : ไอร์แลนด์
ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง, แบ็คซ้าย
สโมสร : นอริช ซิตี้


   ร็อบบี้ เบรดี้ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับอะคาเดมีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตาม หลังได้ลงสนามเพียงนัดเดียวก็ย้ายไปซบฮัลล์ ซิตี้ ลงเล่น 124 นัดให้กับ "เดอะ ไทเกอร์ส" ช่วยทีมทะลุไปถึงรอบชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ 2014 ต่อมาในปี 2015 ก็ย้ายไปค้าแข้งกับนอริช ซิตี้ ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์

นอริช ซิตี้ (2015-ปัจจุบัน)


   29 กรกฎาคม 2015 เบรดี้ย้ายซบทีมน้องใหม่ที่เพิ่งเลื่อนชั้นไปเล่นลีกสูงสุดอย่างนอริช ซิตี้ ด้วยสัญญา 3 ปี ค่าตัว 7 ล้านปอนด์ ทำประตูแรกให้ "นกขมิ้น" ได้ในวันที่ 26 กันยายน 2015 จบเกมเสมอกับเวสต์ แฮม ไป 2-2 ที่สนามโบเลน กราวน์ด

เส้นทางการค้าแข้งในระดับทีมชาติ
ระดับเยาวชน


    เบรดี้ ลงเล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์ ชุดยู-21 เป็นครั้งแรกที่สนามคอร์นาเรโด้ สเตเดี้ยม ในเมืองลูกาโน่ เมื่อเดือนกันยายน 2010 ต่อมาวันที่ 9 สิงหาคม 2011 เบรดี้ซัดสองประตูให้ทีมเอาชนะออสเตรีย ยู-21 ในเกมกระชับมิตร จบเกมไอร์แลนด์ชนะไป 2-1 นอกจากนี้ยังเป็นผู้ทำประตูในศึกยูโร ยู-21 รอบคัดเลือก กับฮังการี และลิคเตนสไตน์

ชุดใหญ่


     8 กันยายน 2012 เบรดี้ ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ ในเกมกระชับมิตรกับโอมาน ซึ่งเขาทำได้ถึงสองประตู จบเกมเอาชนะไปได้ 4-1 และยิงประตูแรกในเกมทางการได้เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ในเกมกับสหรัฐอเมริกา
    ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2015 เบรดี้ ทำประตูสำคัญช่วยทีมตีเสมอบอสเนีย 1-1 ในศึกยูโร 2016 รอบคัดเลือก และสามวันให้หลังก็แอสซิสต์หนึ่งในสองประตูของโจนาธาน วอลเตอร์ส เอาชนะไป 2-0 เข้าสู่รอบสุดท้ายยูโร 2016 ไปแบบพลิกความคาดหมาย




วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติแมวสายพันธุ์แมวหิมาลายัน (Himalayan Persian cat)


ประวัติแมวสายพันธุ์แมวหิมาลายัน (Himalayan Persian cat)


แมวพันธุ์หิมาลายัน (Himalayan Persian)

   พอได้ยินว่ารู้จักแมวพันธุ์หิมาลายันกันไหม เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จักแต่ถ้าพูดถึงแมวเปอร์เซียก็ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่  แมวหิมาลายันนั้นแท้จริงแล้วเป็นแมวเปอร์เซียสายพันธุ์หนึ่งนี่แหละค่ะ แล้วทำไมต้องเรียกให้ยุ่งยากนะเหรอ  งั้นมาทำความเข้าใจกันหน่อยดีกว่า

ประวัติ: 

      ความคิดที่จะสร้างแมวพันธุ์เปอร์เซียด้วยลายในรูปแบบแมวพันธุ์สยามมิสนับได้ว่าเป็นความปรารถนาของนักผสมพันธุ์ เพื่อให้ได้แมวตามเป้าหมายนี้ แมวเปอร์เซียที่มีลายที่มีชื่อว่าหิมาลายันจึงเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วงต้นปีทศวรรษที่ 1930 ซึ่งต้องขอบคุณในความพยายามของมาร์เกอริต้า โกร์โฟรท์ (Marguerita Gorforth) เวอร์จิเนีย คอบบ์ (Virginia Cobb) และดร. เคลด์ คีเลอร์ (Dr Clyde Keeler) และภายหลังจากที่ผู้ดูแลพันธุ์สัตว์จากอังกฤษ ได้เดินทางมาดูแมวหิมาลายันที่สหรัฐอเมริกาโปรแกรมการพัฒนาสายพันธุ์นี้จึงได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ การพัฒนาสายพันธุ์ได้ถูกระงับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้กลับมาดำเนินการอีกครั้งหลังจากนั้น
      หิมาลายันได้รับการขึ้นทะเบียนในช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 แชมป์ของสายพันธุ์ตัวแรกของสหรัฐอเมริกามีชื่อว่า Goforth's LaChiquita ซึ่งได้รับการตั้งชื่อจาก  the American Cat Fanciers Association และในปีช่วงทศวรรษที่ 1960 ทุกสมาคมได้ให้การยอมรับหิมาลายันและขึ้นทะเบียนในการโชว์ 
       ปัจจุบัน บางสมาคมได้รวมหิมาลายันเข้าในสายพันธุ์ของแมวเปอร์เซีย ซึ่งในการขึ้นทะเบียนนี้ สายพันธุ์นี้ได้ถูกจัดกลุ่มเป็นเปอร์เซียมีลาย (Pointed Persian) แต่บางครั้งอาจจะเรียกว่า เปอร์เซีย - หิมาลายัน หรือ หิมาลายัน - เปอร์เซีย หรืออาจจะแค่หิมาลายัน นอกจากนี้เขายังเป็นที่รู้จักในนามคัลเลอร์พอยด์ ลองแฮร์ ในประเทศบริเตท


ประวัติของ ดักลาส คอสต้า


ประวัติของ ดักลาส คอสต้า


ชื่อเต็ม : ดักลาส คอสต้า เดอ ซูซ่า
วันเกิด : 14 กันยายน 1990
อายุ : 25 ปี
เกิดที่ : ซาปูกายา โด ซูล, บราซิล
สัญชาติ : บราซิล
ส่วนสูง : 172 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ปีก
สโมสร : บาเยิร์น มิวนิค



ดักลาส คอสต่า เริ่มอาชีพค้าแข้งกับเกรมิโอ ก่อนย้ายไปชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค ในเดือนมกราคม 2010 ด้วยค่าตัว 6 ล้านยูโร คว้าแชมป์กันชัคห์ตาร์มากมาย รวมถึงทริปเปิ้ลแชมป์บอลยูเครน (พรีเมียร์ ลีก, ยูเครเนียน คัพ และ ซูเปอร์ คัพ) ก่อนย้ายซบบาเยิร์น มิวนิค ในปี 2015 ด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร


เส้นทางการค้าแข้งในระดับสโมสร

เกรมิโอ (2008-2010)

      ดักลาส เริ่มอาชีพค้าแข้งกับเกรมิโอตั้งแต่อายุ 11 ขวบ ลงประเดิมสนามนัดแรกให้กับทีมตอนอายุ 18 ปี ในเกมที่เอาชนะโบตาโฟโก 2-1 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2008 และทำประตูแรกให้ทีมได้ในเกมดังกล่าวเช่นกัน จบซีซั่น 2008 เขาทำได้ประตูเดียว จากการลงสนาม 6 นัด ก่อนย้ายไปชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2010 ลงสนามให้เกรมิโอทั้งสิ้น 37 นัด รวมเกมลีก 28 นัด ทำได้ทั้งสิ้น 2 ประตู

ชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค (2010-2015)

    เขาลงสนามนัดแรกให้ทีมในซีซั่น 2010-11 ในเกมที่เอาชนะทาฟริย่าถล่มทลาย 7-1 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ทำประตูแรกได้ในวันที่ 30 กรกฎาคม ที่เอาชนะอาร์เซนอล เคียฟ ไป 3-1 จากนั้นก็โชว์ฟอร์มดีต่อเนื่อง ทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ ผลงานที่ดีที่สุดของเขาตลอดช่วงเวลาที่ค้าแข้งกับชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค คือช่วยทีมคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ซีซั่น 2010/11 ลงสนามไป 39 นัด ยิงได้ 7 ประตู จากในลีก 27 นัด กับ 5 ประตู




บาเยิร์น มิวนิค (2015-ปัจจุบัน)



    1 กรกฎาคม 2015 บาเยิร์น มิวนิค ประกาศเซ็นสัญญาคอสต้า จากชัคห์ตาร์ โดเน็ตส์ค ด้วยค่าตัว 30 ล้านปอนด์ เป็นเวลา 5 ปี เป็นสถิตินักเตะค่าตัวแพงลำดับที่สี่ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ได้รับเสื้อหมายเลข 11 ต่อจากเซอร์ดาน ชากิรี่ ลงประเดิมสนามครั้งแรกในวันที่ 1 สิงหาคม 2015 ในศึกเดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ ที่บุกไปเยือนโวล์ฟสบวร์ก ครอสให้อาร์เบน ร็อบเบน ยิงประตูเปิดตัว ก่อนจบลงที่ผลเสมอ 1-1 แม้เขาจะทำประตูได้ในช่วงดวลจุดโทษ แต่กระนั้นทีมของเขาก็เป็นฝ่ายแพ้อยู่ดี 13 วันต่อมา เขาก็ทำประตูแรกของตัวเองให้ทีม "เสือใต้" ได้ ในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะฮัมบูร์ก 5-0 เกมแรกของซีซั่น

เส้นทางการค้าแข้งในระดับทีมชาติ



     ในเดือนพฤศจิกายน 2014 ดักลาส ถูกเรียกติดทีมชาติบราซิลชุดใหญ่เป็นครั้งแรกโดยโค้ชดุงก้า ลงประเดิมสนามให้กับทีมชาตินัดแรกในเกมบุกไปเยือนทีมชาติตุรกีที่อิสตันบูล
พฤษภาคม 5148 ดักลาส เป็นหนึ่งในรายชื่อ 23 คนสุดท้ายของทีมชาติบราซิลชุดลุยศึกโคปา อเมริกา 2015 ในเกมแรกของทัวร์นาเมนต์ ดักลาสลงสนามเป็นตัวสำรองแทนที่ ดิเอโก้ ทาร์เดลลี่ และทำประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บกับเปรู ซึ่งเป็นประตูแรกของเขากับขุนพล "เซเลเซา" ในรอบก่อนรองชนะเลิศกับปารากวัย เขาถูกส่งลงสนามแทนวิลเลียนในช่วง 30 นาทีสุดท้ายที่เสมอกัน 1-1 จากนั้นก็ทำพลาดในช่วงดวลจุดโทษ ซึ่งเป็นเกมสุดท้ายในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าวของทีมชาติบราซิล

เกียรติประวัติ
สโมสร
- ยูเครเนียน พรีเมียร์ ลีก (5 ครั้ง) : 2009/10, 2010/11, 2011/12, 2012/13, 2013/14
- ยูเครเรียน คัพ (3 ครั้ง) : 2010/11, 2011/12, 2012/13
- ยูเครเนียน ซูเปอร์ คัพ (3 ครั้ง) : 2010, 2012, 2013
- ยูไนเต็ด ทัวร์นาเมนต์ : 2014

ทีมชาติ
บราซิล ยู-20
- อเมริกาใต้ ยูธ คัพ : 2009
- ฟุตบอลโลก ยู-20 ปี 2009 : รองชนะเลิศ




วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช


ประวัติของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช



ชื่อ : ซลาตัน อิบราฮิโมวิช    

เชื้อชาติ : สวีเดน

วันเกิด : 3 ตุลาคม 1981

อายุ : 35 ปี

สถานที่เกิด : เมืองมัลโม่ ประเทศสวีเดน

ส่วนสูง : 195 ซม.

ต้นสังกัด : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ตำแหน่ง : กองหน้า
     ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เกิดเมื่อวันที่  3 ตุลาคม 1981 และเติบโตในย่านใกล้กับเมือง มัลโม่ นั่นคือ โรเซนการ์ด ซึ่งส่วนใหญ่จะที่อยู่อาศัยของผู้อพยพ เนื่องจากพ่อแม่ของเขาเป็นชาวบอสเนียที่อพยพมาอยู่ในประเทศสวีเดน เขาเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุได้ 10 ขวบ สมัยเป็นเยาวชนเคยเล่นอยู่กับ เอฟบีเค บัลคาน ก่อนจะมาเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับสโมสรดังของบ้านเกิด มัลโม่ เอฟเอฟ ในฤดูกาล 1999-2000 โดยในช่วงนั้น อาร์แซน เวนเกอร์ กุนซือชาวฝรั่งเศส ประทับใจฝีเท้า ถึงขนาดชักชวนมาอยู่กับ อาร์เซนอล แต่ทว่าต้นสังกัดก็ไม่ยอมปล่อยตัวออกมา

     นอกจาก เวนเกอร์ ก็ยังมี ลีโอ บีนฮักเกอร์ กุนซือมือดี ก็แสดงความสนใจในตัวเขาอยู่เหมือนกัน หลังจากได้เห็นฝีเท้าระหว่างลงฝึกซ้อมที่สเปน แต่ก็สายเกินไป เพราะต้นสังกัดตกลงขายเขาไปให้กับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม สโมสรในดังในพรีเมียร์ดัตช์ ด้วยราคา 7.8 ล้านยูโร (ราว 320 ล้านบาท) ในช่วงเดือน ก.ค. ปี 2001 เรียบร้อยแล้ว

  โดยภายใต้การดูแลของ โค อาเดรียนเซ่ กองหน้าชาวสวีดิช ดูเหมือนจะไม่ได้ลับฝีเท้าเท่าที่ควร จนกระทั่งได้ลืมตาอ้าปาก หลังจากที่ โรนัน คูมันน์ เข้ามาเก้าอี้นายใหญ่คนใหม่ และก็สามารถยึดตำแหน่งตัวจริงได้สำเร็จเสียด้วย เรียกว่าเป็นกองหน้าเบอร์ 1 ที่กุนซือขาดไม่ได้

    แต่ชีวิตของเขาก็ต้องพลิกผันอีกครั้งในวันที่ 31 ส.ค. 2004 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของกำหนดเส้นตายการซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์ ซลาตัน ย้ายมาอยู่ในถิ่น เดลเล่ อัลปิ ของ ยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 16 ล้านยูโร (ราว 640 ล้านบาท) แม้ว่าเพิ่งจะย้ายได้เพียงครึ่งฤดูกาลหลัง แต่เขาก็โชว์ฟอร์มถล่มประตูได้เป็นกอบเป็นกำถึง 16 ลูก พร้อมกับเบียด อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่ กองหน้าจอมเก๋า ตกขอบกลายเป็นตัวสำรองไปโดยปริยาย
     จากฟอร์มที่สุดยอด ทำให้มีข่าวออกมาว่า "ม้าลาย" ได้ปฏิเสธข้อเสนอจาก "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด แม้ว่าจะสูงลิบลิ่วถึง 70 ล้านยูโร (ราว 2,800 ล้านบาท) ก็ตาม ทำให้เขายังคงค้าแข้งอยู่ในลีกอิตาลีต่อไป จากนั้นก็ได้รับการโหวตให้เป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2004/05 จากแฟนบอล ยูเวนตุส อีกด้วย พร้อมกับได้อันดับ 8 ของรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี 2005 ของฟีฟ่าด้วย เท่านั้นไม่พอ รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของสวีเดน (กัลด์โบเลน) ยังตกเป็นของเขาด้วย
  แต่แล้ว ในปี 2006 เกิดจุดพลิกผัน เมื่อ ยูเวนตุส  ถูกปรับตกชั้นข้อหาล้มบอล!!! หล่นร่วงไปเล่นในเซเรีย บี ทำให้ผู้เล่นย้ายทีมกันเป็นแถบ ซึ่งแน่นอน กองหน้าตัวฉกาจอย่างเขา ย่อมต้องมีทีมยื้อแย่งตัวกันใหญ่ และก็เป็นทีม งูใหญ่ อินเตอร์ มิลาน ไปได้ตัวเขาไป สามฤดูกาลที่ ซลาตัน อยู่กับอินเตอร์ เขาลงเล่นทั้งหมด 117 นัด ทำได้ 66 ประตู โดยเฉพาะฤดูกาล 2008/09 ทำได้ในเซเรีย อา 25 ลูก คว้าตำแหน่งดาวซัลโวไปครอง
  และในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล 2009/10 บาร์เซโลน่า ซึ่งต้องการปล่อยตัว ซามูเอล เอโต้ ออกไปอยู่แล้ว ได้บรรลุข้อตกลง ในการยื่นตัวเอโต้บวกเงิน แลกตัวซลาตัน มายังถิ่นคัมป์ นู แทนแล้ว โดยเปิดตัวกับทีมใหม่เมื่อวันที่ 28 กรกฏาคม 2009 ซลาตัน จบฤดูกาลนี้ ด้วยการยิงให้กับ "เจ้าบุญทุ่ม" ไปทั้งหมด 16 ประตู ช่วยให้ต้นสังกัด คว้าแชมป์ลา ลีก้า แต่ชีวิตของเขาก็ไม่ได้สวยหรูนัก เมื่อเขาออกมาแถลงข่าวถึงความสัมพันธ์ที่เลวร้ายระหว่างตัวเขาและ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของทีม
    ต่อมา ในวันที่ 28 สิงหาคม 2010 เอซี มิลาน ได้ประกาศผ่านเวบไซต์ของสโมสรว่า ได้บรรลุข้อตกลงยืมตัว ซลาตัน มาใช้งานในฤดูกาล 2010-11 เป็นเวลา 1 ฤดูกาล พร้อมกับออพชั่นซื้อขาดในราคา 24 ล้านยูโร (ราว 960 ล้านบาท) ในตอนจบฤดูกาล เขาลงเล่นให้กับทีมเป็นครั้งแรกในนัดที่แพ้ เชเซน่า 0-2 เมื่อวันที่ 11 กันยายน ซึ่งเขาเป็นคนยิงจุดโทษพลาดอีกต่างหาก ต่อมาฟอร์มของเขาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็สามารถพา "ปีศาจแดง-ดำ" คว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้สำเร็จ และ เอซี มิลาน ก็จัดการคว้าตัวเขามาครอบครองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2011
     ในฤดูกาล 2011-12 ซลาตัน โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับ "ปีศาจแดง-ดำ" โดยเขายิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ เฉพาะในเซเรีย อา ซัดไปถึง 25 ประตู ทำให้จบฤดูกาลด้วยสถิติลงเล่น 32 นัด ยิง 28 ประตู เลยทีเดียว

ทีมชาติสวีเดน



    สำหรับในทีมชาติ ซลาตัน สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ บอสเนียฯ หรือ โครเอเชีย ก็ได้ แต่เขากลับเลือกที่จะรับใช้ทีมชาติสวีเดน ซึ่งเป็นแผ่นดินเกิดของเขา โดย ซลาตัน เคยติดทีมชาติสวีเดน ชุดอายุไม่เกิน 21 ในปี 2001 เป็นจำนวน 7 นัด ซัดไป 6 ประตู และเขาก็ได้ลงเล่นในทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในปีเดียวกัน นัดที่อุ่นเครื่องกับ หมู่เกาะฟาโร ซึ่งเสมอกันไป 0-0 เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2001 ต่อมา เขาก็ได้เป็นกำลังหลักให้กับทีมชาติเรื่อยมากว่า 13 ปีแล้ว โดยฟุตบอลยูโร 2016 ที่ผ่านมาไม่สามารถพา สวีเดน เข้ารอบแบ่งกลุ่มไปได้ 21 มิถุายน ประกาศแขวนสตั๊ดในนามทีมชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
          ถึงตอนนี้คงไม่มีใครสงสัยในความสามารถของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช อีกแล้ว เพราะผลงานที่ผ่านมาคือ เครื่องพิสูจน์เป็นอย่างดีถึงคุณภาพของเขา 

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ อาร์คาดิอุส มิลิค


ประวัติของ อาร์คาดิอุส มิลิค


ชื่อเต็ม : อาร์คาดิอุส มิลิค
วันเกิด : 28 กุมภาพันธ์ 1994
สถานที่เกิด : ทีชี่, ประเทศโปแลนด์
ส่วนสูง : 186 เซนติเมตร
สัญชาติ : โปแลนด์
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : นาโปลี
ประวัติการค้าแข้ง
รอซวอจ คาโตวิเซ่
          มิลิค เริ่มต้นชีวิตการค้าแข้งในฐานะนักเตะเยาวชนของสโมสร รอซวอจ คาโตวิเซ่ และลงเล่นให้กับทีมสำรองในระหว่างฤดูกาล 2009-10 โดยวันที่ 23 ตุลาคม 2010 เขาในวัย 16 ปีได้รับโอกาสลงสนามในลีก ลีก้า 3 และสามารถซัดสองประตูช่วยให้ทีมเอาชนะคู่แข่งไปได้ 4-0 ซึ่งซีซั่นนั้นเขาลงสนามให้ทีมทั้งหมด 10 เกมและยิงได้ถึง 4 ลูก.

กอร์นิค ซาเบอร์เซ่


          แม้ว่าจะมีข้อเสนอจากหลายสโมสรยื่นมาให้เขา แต่ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2011 มิลิค ได้ตัดสินใจเซ็นสัญญารวมทีม กอร์นิค ซาเบอร์เซ่ ซึ่งเป็นสโมสรที่เขาได้มีโอกาสได้มาทดสอบฝีเท้านั่นเองด้วยระยะเวลายาว 1 ปี และลงสนามเปิดซิงเป็นนัดแรกในลีกสูงสุดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ในเกมที่เสมอกับ สลาส์ค วโรคลาฟ 1-1 ด้วยการลงสนามเป็นสำรองในนาทีที่ 53
          มิลิค ลงสนามช่วยทีมไปทั้งสิ้น 38 นัดในลีกและยิงประตูได้มากถึง 11 ลูกในวัยเพียงแค่ 18 ปีเท่านั้น ทำให้บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรปต่างพากันแห่แหนให้ความสนใจในท้ายที่สุด

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น


 ในวันที่ 17 ตุลาคม 2012 สโมสร ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ประกาศชัยชนะในการคว้าตัวเขามาร่วมทีม และเซ็นยาวไปจนถึงตลาดซื้อ-ช่วงหน้าร้อนปี 2018 เลยทีเดียว โดยมีรายงานค่าตัวอยู่ที่ 2.6 ล้านยูโร (ประมาณ 102 ล้านบาท)