วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ โจ โกเมซ


ประวัติของ โจ โกเมซ

ชื่อเต็ม : โจ โกเมซ
วันเกิด : 23 พฤษภาคม 1997
เกิดที่ : แค็ทฟอร์ด, อังกฤษ
สัญชาติ : อังกฤษ
ส่วนสูง : 188 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหลัง
ประวัติส่วนตัว
          โจ โกเมซ (เกิด 23 พฤษภาคม 1997) กองหลังชาวอังกฤษ ที่ค้าแข้งกับสโมสร ชาร์ลตัน แอธเลติก และทีมชาติชุด ยู16-19 แม้ว่าเขาจะเป็นเซ็นเตอร์แบ็คโดยธรรมชาติ แต่เขาสามารถเล่นในตำแหน่งแบ็คขวาได้ด้วย
เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง
ชาร์ลตัน แอธเลติก (2014-2015)
          โกเมซ เกิดที่ในย่าน แค็ทฟอร์ด ในเมือง ลอนดอน และเข้าร่วมกับอคาเดมี่ใกล้บ้านอย่าง ชาร์ลตัน แอธเลติก และลงสนามเปิดตัวกับทีมในชุดยู-18 ในขณะที่เขาอายุเพียงแค่ 13 ปีเท่านั้น แม้ว่าเขาจะได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายสโมสร แต่เขาก็เลือกที่จะเซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพกับ ชาร์ลตัน และลงสนามในฐานะนักเตะชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในเกมที่เอาชนะ โคลเชสเตอร์ 4-0 ในศึก ลีก คัพ ที่สนาม เดอะ วัลเล่ย์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2014 โดยลงเล่น 90 นาทีในฐานะแบ็คขวา



  หนึ่งสัปดาห์ให้หลัง เขาก็ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงเกมแรกในลีก จากเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ ดาร์บี้ เคาน์ตี้ 3-2 ในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ซึ่ง โกเมซ ลงสนามช่วยทีมทั้งสิ้น 24 นัดตลอดฤดูกาล 2014-15 และเป็นตัวจริงถึง 18 เกม ทั้งในตำแหน่งแบ็คขวาและเซ็นเตอร์แบ็คที่เขาถนัด

วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ อาร์ตูโร่ วิดัล


ประวัติของ อาร์ตูโร่ วิดัล



ชื่อเต็ม : อาร์ตูโร่ วิดัล
วันเกิด : 22 พฤษภาคม 1987
เกิดที่ : ซานติเอโก้, ชิลี
สัญชาติ : ชิลี
ส่วนสูง : 180 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง

ประวัติส่วนตัว
          อาร์ตูโร่ วิดัล (เกิด 22 พฤษภาคม 1987) จอมทัพชาวชิลีของสโมสร ยูเวนตุส และทีมชาติชิลี ที่เกิดในย่านซาน ฆัวกิน ในเมืองซานติเอโก้ ประเทศชิลี และเริ่มต้นการค้าแข้งกับทีม โคโล-โคโล่ ในลีกสูงสุดในประเทศ

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง
โคโล-โคโล่ (2005-2007)
          วิดัล ก้าวเข้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกในช่วงเลกแรกของลีก อาเปร์ตูร่า ปี 2006 พบกับคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ยูนิเวอร์ซิดาด เด ชิลี ซึ่งเขาลงสนามเป็นตัวสำรองแทนที่ของ กอนซาโล่ ฟิเอร์โร่ และสามารถเอาชนะไปได้ 2-1 คว้าแชมป์ได้สำเร็จ โดยในปีเดียวกัน (เคลาซูร่า 2006) โดยเขาเป็นส่วนสำคัญให้ทีมคว้าแชมป์ที่สองในปีเดียวติดต่อกัน นอกจากนี้ วิดัล ยังสามารถทำประตูให้กับทีมได้ 3 ลูกในศึก โคปา ซูดาเมริกาน่า 2006 ซึ่งฟอร์มการเล่นอันสุดยอดของเขาดึงดูดความสนใจของบรรดาทีมดังในยุโรปได้มากพอสมควร

ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น (2007-2011)


          ดูเหมือนว่าลีก อาเปร์ตูร่า 2007 จะเป็นทัวร์นาเม้นต์สุดท้ายของเขากับ โคโล-โคโล่ หลังจากที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมกับสโมสร ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในช่วงตลาดซื้อ-ขายหน้าร้อน นั่นเป็นเพราะทีม "ห้างขายยา" ตามติดฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของเขาหลังจบศึกฟุตบอลโลกยู-20 และทำให้ รูดี้ โฟลเลอร์ ผู้อำนวยการกีฬาของทีมตัดสินใจบินไปถึงชิลีเพื่อเซ็นสัญญาคว้าตัวแข้งวัย 20 ปีมาร่วมทีม
  วิดัล พลาดลงสนามในเกมแรกของฤดูกาลเนื่องจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาก็ยังคงได้รับความไว้วางใจให้อยู่ในทีมชุดแรก และเขาลงสนามเปิดตัวกับสโมสรเป็นครั้งแรกในวันที่ 19 สิงหาคม 2007 ซึ่งเป็นเกมที่บุกพ่ายให้กับ ฮัมบูร์ก
          ในฤดูกาล 2008-2009 เขาสามารถพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เดเอฟเบ โพคาล ด้วยการยิงประตูช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะ ไมนซ์ 4-1 ก่อนที่สุดท้ายจะพ่ายให้กับ แวร์เดอร์ เบรเมน ในรอบชิงและคว้าตำแหน่งรองแชมป์ไปครอง
         สำหรับซีซั่น 2010-2011 เป็นฤดูกาลสุดท้ายที่เขาค้าแข้งกับยอดทีมเมืองเบียร์และช่วยให้ทีมคว้ารองแชมป์บุนเดสลีก้ามาได้สำเร็จ โดยทำสถิติแอสซิสไปถึง 11 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดในสโมสรและเป็นอันดับสองของลีก นอกจากนี้ยังยิงสองประตูช่วยให้ทีมทะลุเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก อีกด้วย

ยูเวนตุส (2011-ปัจจุบัน)
          หลังจากที่โชว์ผลงานได้อย่างมหัศจรรย์ในฤดูกาล 2010-2011 ทำให้เขามีข่าวเชื่อมโยงกับหลายสโมสร รวมไปถึงคู่แข่งร่วมลีกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค แต่แล้วเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2011 เขาตัดสินใจย้ายไปร่วมทีม ยูเวนตุส ในลีก กัลโช่ เซเรีย อา ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 10.5 ล้านยูโร (ประมาณ 397 ล้านบาท) ด้วยสัญญาระยะยาว 5 ปี ซึ่งเขาลงสนามเป็นเกมแรกอย่างเป็นทางการในนัดเปิดสนามพบกับ ปาร์ม่า โดยลงเป็นตัวสำรองแทนที่ของ อเลสซานโดร เดล ปิเอโร่


ในช่วงแรกของการลงสนาม วิดัล ต้องแข่งขันแย่งตำแหน่งกับ เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ เพื่อจับคู่กับ อันเดรีย ปีร์โล่ แต่สุดท้าย คอนเต้ กุนซือของทีม "ม้าลาย" เปลี่ยนแทคติกด้วยการส่งทั้งสามคนลงเล่นพร้อมกันเป็นสามมิดฟิลด์ และทำให้ทีมเป็นแชมป์ไร้พ่ายในฤดูกาล 2011-2012 โดยเขายิงไปทั้งสิ้น 7 ประตูและแอสซิสทั้งหมด 3 ครั้งในลีก ซึ่งรวมไปถึงประตูชัยที่ยิง นาโปลี และสองประตูที่ยิง โรม่า
          เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2012 วิดัล ซัดประตูแรกในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มในเกมเยือนแชมป์เก่า เชลซี และช่วยให้ทีมไล่ตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จ หลังจากที่ทีมตามหลังไปก่อนสองลูกในครึ่งแรก นอกจากนี้ยังช่วยพาทีมคว้าแชมป์ลีกเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน และทำให้เขาได้รับโหวตให้เป็น "ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี" ที่จัดขึ้นในเว็บไซต์ juventus.com

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ประวัติของ แจ็ค กรีลิช


ประวัติของ แจ็ค กรีลิช





ชื่อ : แจ็ค กรีลิช
เชื้อชาติ : อังกฤษ , ไอร์แลนด์
วันเกิด : 10 กันยายน 1995
อายุ : 19 ปี
สถานที่เกิด : โซลิฮัลล์ , อังกฤษ
ตำแหน่ง : กองกลางตัวรุก
สโมสร : แอสตัน วิลล่า

ประวัติ

     แจ็ค กรีลิช เกิดที่ประเทศ อังกฤษ โดยแม่เขาเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด แต่ทว่าพ่อของเขานั้นเป็นลูกครึ่ง อังกฤษ ไอร์แลนด์ เลยทำให้ กรีลิช มีเชื้อสายของ ไอร์แลนด์ ติดมาด้วย โดย กรีลิช เติบโตขึ้นมาด้วยการเป็นแฟนบอลของ แอสตัน วิลล่า ในทันทีซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 6 ปีเท่านั้น ซึ่งเขาก็เริ่มหัดเล่นฟุตบอลแล้วด้วย และก็เป็นไปตามอย่างที่เขาหวังไว้เมื่อเขาได้เล่นให้กับทีมเยาวชนของ แอสตัน วิลล่า ตั้งแต่วัยเพียง 6 ขวบในปี 2001 โดยเขาใช้เวลาอยู่พอสมควรในชุดเยาวชนของ แอสตัน วิลล่า และเคยถูกดึงขึ้นมามีชื่อเป็นตัวสำรองในเกม พรีเมียร์ลีก ที่พบกับ เชลซี ในปี 2012 ซะด้วย ซึ่งในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

สโมสร แอสตัน วิลล่า ชุดเยาวชน (2001-2013)
     ในช่วงที่เขาเล่นให้กับ แอสตัน วิลล่า ในชุดเยาวชนนั้นเขาถูกจับลงเล่นถึง 2 ตำแหน่งด้วยกันสลับไปสลับมา ระหว่างตำแหน่ง ปีก และ กองกลางตัวรุก โดยเขาเป็นนักเตะที่มีความเร็วติดตัวอยู่พอสมควรแต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดที่จะพร้อมแตะวิ่งแข่งกลับกองหลังทุกราย แถมยังมีทักษะการผ่านบอลที่ชาญฉลาด เขาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทีม แอสตัน วิลล่า อายุต่ำกว่า 19 ปี ความแชมป์ เน็กซ์เจน ซีรี่ย์ มาได้ในฤดูกาล 2012-2013 แต่ด้วยอายุอานามของเขาที่มันดูน้อยเกินไปสำหรับฟุตบอล พรีเมียร์ลีก ของ อังกฤษ ทำให้ แจ็ค กรีลิช ยังไม่สามารถทรอดแทรกขึ้นมาเป็นผู้เล่นชุดใหญ่ให้กับ แอสตัน วิลล่า ได้

สโมสร น็อตส์ เคาน์ตี้ (ยืมตัว) (2013-14)
     13 กันยายน 2013 กรีลิช ถูกส่งลงไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ให้มากขึ้นใน ลีกวัน โดยเขาถูกส่งไปให้กับทาง น็อตส์ เคาน์ตี้ ยืมตัว และได้สวมเสื้อหมายเลข 7 เกมนัดแรกของเขาเกิดขึ้นในเกมที่แพ้ให้กับ เอ็มเค ดอนส์ ไป 1-3 โดยเขาถูกส่งลงมาเล่นเป็นตัวสำรองในนาทีที่ 59 ของเกม 
7 ธันวาคม กรีลิช ประเดิมประตูแรกให้กับ น็อตส์ เคาน์ตี้ จนได้ ในเกมที่เอาชนะ จิลลิ่งแฮม ไปได้ 3-1 ก่อนที่อาทิตย์ต่อมาเขาจะทำประตูได้อย่างต่อเนื่องในเกมที่สามารถเอาชนะ โคลเชสเตอร์ ไปได้ 4-0 โดยในขณะที่เขาถูกยืมตัวมายัง น็อตส์ เคาน์ตี้ เขาได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 37 นัด ยิงไปได้ 5 ประตู

สโมสร แอสตัน วิลล่า (ปัจจุบัน)
     เมื่อกลับมาจากยืมตัวเสร็จ ทางด้านสโมสร แอสตัน วิลล่า คงเห็นแล้วว่า กรีลิช เติบโตขึ้นมาพอสมควร จนทำให้ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2014 เขาถูกดึงขึ้นมาเล่นในชุดใหญ่จนได้ และถูกส่งลงสนามในเกมที่พบกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซะด้วย โดยเขาถูกส่งลงไปเล่นแทน ไรอัน เบอร์ทรานด์ ในนาทีที่ 87 ของเกม ซึ่งเกมนี้ แอสตัน วิลล่า ก็แพ้ไป 0-4


ในเดือน พฤษภาคม ช่วงปรีซีซั่น แจ็ค กรีลิช ฉายแววจนได้ เมื่อเขายิงไปได้ถึง 6 ประตูในรายการ ฮ่องกง ซอคเกอร์ เซเว่นส์ ซึ่งทำให้เขาคว้าตำแหน่งดาวซัลโวในรายการนี้ไปครอง 16 สิงหาคม กรีลิช ลงเล่นในสีเสื้อ แอสตัน วิลล่า ชุดใหญ่เป็นเกมที่ 2 โดยเขาถูกส่งลงมาในนาทีที่ 71 ของเกม ในเกมที่ วิลล่า เอาชนะ สโต๊ค ไปได้ 1-0 ในเกม พรีเมียร์ลีก และในตอนนั้น สัญญาของเขาจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ของปี 2015 ซึ่ง แอสตัน วิลล่า ไม่รอช้า จัดการจับเจ้าหนุ่มคนนี้ต่อสัญญาออกไปในทันทีด้วยสัญญา 4 ปี เมื่อ 14 ตุลาคม 2014  ภายใต้สัญญาใหม่ กรีลิช ลงเล่นประเดิมนัดแรกในเกม เอฟเอ คัพ รอบ 3 เจอกับ แบล็คพูล เมื่อ 4 มกราคม 2015 ซึ่งเกมนี้ วิลล่า เอาชนะไปได้ 1-0 โดย กรีลิช ได้ลงเล่นตั้งแต่นาทีแรกของเกมจนถึงนาทีที่ 75 ก่อนโดนเปลี่ยนตัวออก 7 เมษายน แจ็ค กรีลิช ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกม พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในเกมที่ วิลล่า เสมอกับ ควีนปาร์ค เรนเจอร์ ไป 3-3 ซึ่งในเกมนี้ กรีลิช ถูกโหวตให้เป็นผู้เล่นที่เล่นได้อย่างโดดเด่นที่สุดของ แอสตัน วิลล่า อีกด้วย เกมแจ้งเกิดอีกหนึ่งเกมของ กรีลิช คงหนีไม่พ้นเกม เอฟเอ คัพ รอบตัดเชือกกับ ลิเวอร์พูล ซึ่ง กรีลิช จัดการ แอสซิตส์ ประตูชัยให้ วิลล่า สามารถผ่าน ลิเวอร์พูล ไปเข้าชิง เอฟเอ คัพ กับ อาร์เซน่อล ได้สำเร็จ แต่ทว่าเขาก็ต้องอกหักเพราะเมื่อนัดชิงที่ผ่านมา แอสตัน วิลล่า พ่ายเละเทะให้แก่ อาร์เซน่อล ไปถึง 0-4 ถึงตอนนี้ในนามชุดใหญ่ของ แอสตัน วิลล่า แจ็ค กรีลิช ลงเล่นไปทั้งหมด 16 นัดและยังไม่สามารถยิงประตูได้ แต่ทว่า อนาคตของเจ้าตัวนั้นมีสิทธิ์สูงเหลือเกินที่จะได้อำลาถิ่น วิลล่า ปาร์ค หลังมีสโมสรใหญ่ๆหลายทีมสนใจดึงตัวเขาไปอยู่ด้วยโดยเฉพาะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้